fbpx
วิกิพีเดีย

ศาสนาพุทธ

พระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาพุทธ (บาลี:พุทฺธสาสนา, สันสกฤต:बुद्धशासना พุทฺธศาสนา) เป็นศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และตรัสสอนไว้เป็นหลักคำสอนสำคัญ มีพระสงฆ์ (ภิกษุ ภิกษุณี) สาวกผู้ตัดสินใจออกบวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอน ธรรม-วินัย ของพระบรมศาสดา เพื่อบรรลุสู่จุดหมายคือพระนิพพาน และสร้างสังฆะ เป็นชุมชนเพื่อสืบทอดคำสอนของพระบรมศาสดา รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย1 นอกจากนี้ในพระพุทธศาสนา ยังประกอบคำสอนสำหรับการดำรงชีวิตที่ดีงาม สำหรับผู้ที่ยังไม่ออกบวช (คฤหัสถ์ - อุบาสก และอุบาสิกา) ซึ่งหากรวมประเภทบุคคลที่ที่นับถือและศึกษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจำแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือที่เรียกว่า พุทธบริษัท 4

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเอง ด้วยผลแห่งการกระทำของตน ตาม กฎแห่งกรรม มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกอง ทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง ปัญญา ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนาคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงและวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด

พระพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเริ่มออกเผยแผ่คำสอนในชมพูทวีป ตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่หลังปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงสั่งสอน ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก จนมีการรวบรวมขึ้นเป็นพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของฝ่าย เถรวาท ที่ยึดหลักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่สอง ได้เกิดแนวคิดที่เห็นต่างออกไป ว่าธรรมวินัยสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดแห่งศาสนาพุทธ แนวคิดดังกล่าวจึงได้เริ่มก่อตัวและแตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื่อของ มหายาน ทั้งสองนิกายได้แตกนิกายย่อยไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั่วดินแดนเอเชียและใกล้เคียง บ้างก็จัดว่า วัชรยาน เป็นอีกนิกายหนึ่ง แต่บ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิกายมหายาน แต่การจัดมากกว่านั้นก็มี หลักพื้นฐานสำคัญของปฏิจสมุปบาท เป็นเพียงหลักเดียวที่เป็นคำสอนร่วมกันของคติพุทธ

ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันศาสนาพุทธ ได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วโลก ประมาณ 700 ล้านคน ด้วยมีผู้นับถือในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาสากล

เนื้อหา

สิ่งเคารพสูงสุด

พระรัตนตรัย คือ สรณะที่พึ่งอันประเสริฐในศาสนาพุทธ สรณะ หมายถึง สิ่งที่ให้ศาสนิกชนถือเอาเป็นแบบอย่าง หรือให้เอาเป็นตัวอย่าง แต่มิได้หมายความว่าเมื่อเคารพแล้วจะดลบันดาลสิ่งต่าง ๆ ตามต้องการได้ พระรัตนตรัยนั้นประกอบด้วยองค์สาม (ไตรสรณะ) ได้แก่

  1. พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่บำเพ็ญสั่งสมบารมีมาหลายภพชาติ จนชาติสุดท้ายเกิดเป็นมนุษย์แล้วอาศัยความเพียรพยายามและสติปัญญาปฏิบัติจนได้บรรลุสิ่งที่ต้องการคือธรรมอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ แล้วจึงทรงชี้แนะหรือชี้ทางให้คนอื่นทำตาม
  2. พระธรรม คือ คำสอนว่าด้วยธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วว่าทำให้พ้นจากทุกข์
  3. พระสงฆ์ คือหมู่ชนหรือชุมชนของพระสาวก ไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดา ที่ทำตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้าแล้ว ประสบผลสำเร็จพ้นทุกข์ตามพระพุทธเจ้า

ศาสดา

การปฐมเทศนาของพระโคตมพุทธเจ้า

ศาสดาของศาสนาพุทธ คือ พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติในดินแดนชมพูทวีป ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 80 ปีก่อนพุทธศักราช ณ สวนลุมพินีวัน เจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา ทรงดำรงตำแหน่งรัชทายาท ผู้สืบทอดราชบัลลังก์กรุงกบิลพัสดุ์แห่งแคว้นสักกะ และเมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราแห่งเมืองเทวทหะ ต่อมาเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา มีพระโอรส 1 พระองค์พระนามว่า ราหุล

ในปีเดียวกัน พระองค์ทอดพระเนตรเทวทูตทั้งสี่ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงทรงตัดสินพระทัยออกผนวชเป็นสมณะ เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นจากทุกข์ คือ ความแก่ เจ็บ และตาย ในปีเดียวกันนั้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที และหลังจากออกผนวชมา 6 พรรษา ทรงประกาศการค้นพบว่าการหลุดพ้นจากทุกข์ทำได้ด้วยการฝึกจิตด้วยการเจริญสติ ประกอบด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จนสามารถรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์เพราะสรรพสิ่งไม่สมบูรณ์ ไม่แน่นอน และบังคับให้เป็นดั่งใจไม่ได้ จนไม่เห็นสิ่งใดควรยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง จวบจนได้ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ การตรัสรู้ อริยสัจ 4 ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม จากนั้นพระองค์ได้ออกประกาศสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ตลอดพระชนม์ชีพ เป็นเวลากว่า 45 พรรษา ทำให้ศาสนาพุทธดำรงมั่นคงในฐานะศาสนาอันดับหนึ่งอยู่ในชมพูทวีปตอนเหนือ จวบจนพระองค์ได้เสด็จปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ณ สาลวโนทยาน (ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6)

คัมภีร์

หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจำ (มุขปาฐะ) โดยใช้วิธีการแบ่งให้สงฆ์หลาย ๆ กลุ่มรับผิดชอบท่องจำในแต่ละเล่ม เป็นเครื่องมือช่วยในการรักษาความถูกต้องของหลักคำสอน จวบจนได้ถือกำเนิดอักษรเขียนที่เลียนแบบเสียงเกิดขึ้นมาซึ่งสามารถรักษาความถูกต้องของคำสอนเอาไว้ได้แทนอักษรภาพแบบเก่าที่รักษาความถูกต้องไม่ได้ จึงได้มีการบันทึกพระธรรมและพระวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นภาษาบาลี รักษาไว้ในคัมภีร์เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่

  1. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี
  2. พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมทั่วไป และเรื่องราวต่าง ๆ
  3. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ธรรม หรือธรรมะที่แสดงถึงสภาวะล้วน ๆ ไม่มีการสมมุติ

ผู้สืบทอด

ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธ ได้แก่ พุทธบริษัท 4 อันหมายถึง พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้

  • ผู้นับถือศาสนาพุทธที่ได้บวชเพื่อศึกษา ปฏิบัติตามคำสอน (ธรรม) และคำสั่ง (วินัย) และมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้า เรียกว่าภิกษุ ในกรณีที่เป็นเพศชาย และภิกษุณี ในกรณีที่เป็นเพศหญิง
  • สำหรับผู้บวชที่ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ 20 ปี จะเรียกว่าเป็น สามเณร สำหรับเด็กชาย และ สามเณรีและสิกขมานา (สามเณรีที่ต้องไม่ผิดศีล 6 ข้อตลอด 2 ปี) สำหรับเด็กหญิง ลักษณะการบวชสำหรับภิกษุหรือภิกษุณี จะเรียกเป็นการอุปสมบท สำหรับสามเณรหรือสามเณรีและสิกขมานา จะเรียกเป็นการ บรรพชา
  • คฤหัสถ์ชาย-หญิง ที่นับถือพระพุทธศาสนา เรียกว่าอุบาสก อุบาสิกา ตามลำดับ
ดูบทความหลักที่: ประวัติพุทธศาสนา

หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พระองค์ได้ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ พระโกณฑัญญะบรรลุเป็นพระโสดาบัน และกราบทูลขอบวช นับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก ในสมัยพุทธกาล พระองค์ได้เสด็จไปเผยแผ่พุทธศาสนาตามที่ต่าง ๆ ในชมพูทวีปเป็นเวลานานกว่า 45 พรรษา จนกระทั่งปรินิพพาน

ภายหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ได้เกิดความขัดแย้งอันเกิดจากการตีความพระธรรมคำสอนและพระวินัยไม่ตรงกัน จึงมีการแก้ไขโดยมีการจัดทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยที่ถูกต้องไว้เป็นหลักฐานสำหรับยึดถือเป็นแบบแผนต่อไป จึงนำไปสู่การทำสังคายนาพระไตรปิฎก ในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 นี้เองที่พระพุทธศาสนาแตกออกเป็นหลายนิกายกว่า 20 นิกาย และในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้ทรงแต่งสมณทูต 9 สายออกไปเผยแผ่พุทธศาสนา จนกระทั่งพุทธศาสนาแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง

ศาสนาพุทธมีความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมถอยสลับกัน เนื่องจากการส่งเสริมของผู้มีอำนาจปกครองในแต่ละท้องถิ่น แต่ในภาพรวมแล้ว พุทธศาสนาในอินเดียเริ่มอ่อนแอลงหลังพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา โดยศาสนาฮินดูได้เข้ามาแทนที่ เช่นเดียวกับการเสื่อมถอยของพุทธศาสนาในเอเชียกลาง จีน เกาหลี ในขณะที่ศาสนาพุทธได้เข้าไปตั้งมั่นอยู่ในญี่ปุ่น และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 25 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ศาสนาพุทธเริ่มเป็นที่ดึงดูดใจของชาวตะวันตกมากขึ้น และได้มีการตั้งองค์กรทางพุทธศาสนาระดับโลกโดยชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือรวม 27 ประเทศที่ศรีลังกาเมื่อ พ.ศ. 2493 ในชื่อ "องค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก"

ศาสนาพุทธสอนว่า ปรมัตถธรรม หรือสรรพสิ่งมี 4 อย่างคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน จึงปฏิเสธการมีอยู่ของพระเป็นเจ้า (เพราะพระเป็นเจ้าจัดเข้าในปรมัตถธรรมไม่ได้) และเชื่อว่าโลกนี้เกิดขึ้นเองจากกฎแห่งธรรมชาติหรือนิยาม5 ประการ คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม

วัฏสงสาร

ดูบทความหลักที่: วัฏสงสาร

กฎแห่งกรรม

ดูบทความหลักที่: กฎแห่งกรรม

กฎแห่งกรรม คือกฎธรรมชาติที่ว่าด้วยการกระทำและผลของการกระทำ ซึ่งการกระทำกับผลนั้นย่อมมีความสัมพันธ์กันเช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผลของการกระทำ

อริยสัจ

ดูบทความหลักที่: อริยสัจ 4

อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ ในทางศาสนาพุทธคือ ไตรลักษณ์(หลักสัจจธรรมของพุทธศาสนา) เป็นลักษณะสภาพพื้นฐานธรรมชาติอย่างหนึ่ง จากทั้งหมด 3 ลักษณะ ที่พุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจถึงเหตุลักษณะแห่งสรรพสิ่งที่เป็นไปภายใต้กฎไตรลักษณ์ อันได้แก่

  1. อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้)
  2. ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมได้ยาก)
  3. อนัตตา (ความไม่มีแก่นสาระ)
รูปภวจักร หรือสังสารจักรของทิเบต แสดงถึงอวิชชา ได้แก่ผลของการขาดปัญญาในการรู้ทันเหตุเกิดแห่งทุกข์ (สมุทัย) ทำให้ต้องจมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ทั้งปวงไม่จบสิ้น

เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท (หลักศรัทธาของพุทธศาสนา) พุทธศาสนา สอนว่า ความทุกข์ ไม่ได้เกิดจากสิ่งใดดลบันดาล หากเกิดแต่เหตุและปัจจัยต่างๆ มาประชุมพร้อมกัน โดยมีรากเหง้ามาจากความไม่รู้หรือ อวิชชา ทำให้กระบวนการต่างๆ ไม่ขาดตอน เพราะนามธาตุที่เป็นไปตามกฎนิยาม ตามกระบวนการที่เรียกว่ามหาปัฏฐาน ทำให้เกิดสังขารเจตสิกกฎเกณฑ์การปรุงแต่งซึ่งเป็นข้อมูลอันเป็นดุจพันธุกรรมของจิต วิวัฒนาการเป็นธรรมธาตุอันเป็นระบบการทำงานของนามขันธ์ที่ประกอบกันเป็นจิต ( อันเป็นสภาวะที่รับรู้และเป็นไปตามเจตสิกของนามธาตุ) และเป็นวิญญาณขันธ์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธาตุแสง (รังสิโยธาตุ) อันเกิดจากการทำงานของนามธาตุอย่างเป็นระบบ จนสามารถประสานหรือกำหนดกฎเกณฑ์รูปขันธ์ ของชีวิตินทรีย์ (เช่นไวรัส แบคทีเรีย ต้นไม้ เซลล์ ที่มีชีวิตขึ้นมาเพราะกฎพีชนิยาม) ทำให้เหตุผลของรูปขันธ์เป็นไปตามเหตุผลของนามขันธ์ด้วย (จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว) ทำให้รูปขันธ์ที่เป็นชีวิตินทรีย์พัฒนามีร่างกายที่สลับซับซ้อนมีระบบการทำงานจนเกิดมีปสาทรูป 5 รวมการรับรู้ทางมโนทวารอีก 1 เป็นอายตนะทั้ง 6 เมื่ออายตนะกระทบกับสรรพสิ่งที่มากระทบจนเกิดผัสสะ จนเกิดเวทนา คือ ความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง(อุเบกขา)

  • เพราะอาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา
  • เพราะอาศัย ตัณหาจึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา)
  • เพราะอาศัย การแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ)
  • เพราะอาศัย การได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย)
  • เพราะอาศัย ความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค)
  • เพราะอาศัย ความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความติดอกติดใจ (ปริคคฺโห)
  • เพราะอาศัย ความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มฺจฉริยํ)
  • เพราะอาศัย ความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข)
  • เพราะอาศัย การหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอาการอย่างนี้ และยึดว่าสิ่งนั้นๆเป็นตัวกู (อหังการ) ของกู (มมังการ)

ทำให้มีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เพราะมีสัญญาการสมมุติว่าเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้จึงมี จึงเกิดการสร้างภพของจิตหรือภวังคจิต(จิตใต้สำนึก) และสร้างกรรมอันเป็นเหตุแห่งการสร้างภพชาติขึ้นมา

สู่การเวียนว่ายตายเกิดของจิตวิญญาณทั้งหลายนับชาติไม่ถ้วน ผ่านไประหว่าง วัฏสงสารทั้ง 31 ภูมิ (มิติต่าง ๆ ตั้งแต่เลวร้ายที่สุด (นรก) ไปจนถึงสุขสบายที่สุด (สวรรค์) ในโลกธาตุที่เหมาะสมในเวลานั้นที่สมควรแก่กรรม นี้เรียกว่า สังสารวัฏ

สำหรับการเวียนว่ายของจิตวิญญาณมีเหตุมาจาก "อวิชชา" คือความที่จิตไม่รู้ถึงความเป็นจริง ไปหลงผิดในสิ่งสมมุติต่างๆซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งหลาย เมื่อจิตยังมีอวิชชาสัตว์โลกย่อมเวียนว่ายตายเกิด และประสบพบเจอพระไตรลักษณ์อันเป็นเหตุให้ประสบทุกข์มีความแก่และความตาย เป็นต้น ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะทำลายที่ต้นเหตุคืออวิชชาลงได้

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งอิสระเสรีภาพ ด้วยการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทัน เพื่อบรรลุ วัตถุประสงค์ อันสูงสุดคือ นิพพาน คือการไม่มีความทุกข์ อย่างที่สุด หรือ การอยู่ในโลกอย่างไม่มีทุกข์ คือกล่าวว่า ทุกข์ทั้งปวงล้วนเกิดจากการยึดถือ ต่อเมื่อ "หมดการยึดถือ" จึงไม่มีอะไรจะให้ทุกข์ (แก้ที่ต้นเหตุของทุกข์ทั้งหมด)

ความดับทุกข์ (นิโรธ) คือ นิพพาน ( เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา ) อันเป็น แก่นของศาสนาพุทธ เป็นความสุขสูงสุด หรือเรียกอีกอย่างว่า

เนื่องจากธรรมดาของสัตว์โลกมีปกติทำความชั่วมากโดยบริสุทธิ์ใจในความเห็นแก่ตัว ทำดีน้อยซึ่งไม่บริสุทธิ์ใจ ซ้ำหวังผลตอบแทน จึงมีปกติรับทุกข์มากกว่าสุข ดังนั้น ถ้าเป็นผู้มีปัญญาหรือเป็นพ่อค้าที่ฉลาดยอมรู้ว่าขาดทุนมากกว่าได้กำไร และ สุขที่ได้เป็นเพียงมายา ย่อมปรารถนาในพระนิพพาน เมื่อ ขันธ์5 แตกสลาย เจตสิกที่ประกอบกันให้เกิดเป็นจิตนั้นก็แตกสลายตามเช่นเดียวกัน เพราะไม่มีเหตุปัจจัยจะประกอบกันให้เกิดเป็นจิตนั้น กรรมย่อมไม่อาจให้ผลได้อีก (อโหสิกรรม) เหลือเพียงแต่พระคุณความดี เมื่อมีผู้บูชาย่อมส่งผลกรรมดีให้แก่ผู้บูชาเหมือนคนตีกลอง กลองไม่รับรู้เสียง แต่ผู้ตีได้รับอานิสงส์เสียงจากกลอง

วิถีทางดับทุกข์ (มรรค) คือ มัชฌิมาปฏิปทา (หลักการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนา) ทางออกไปจากสังสารวัฏมีทางเดียว โดยยึดหลักทางสายกลาง อันเป็นอริยมรรค คือ การฝึกสติ (การทำหน้าที่ของจิตคือตัวรู้ให้สมบูรณ์) เป็นวิธีฝึกฝนจิตเพื่อให้ถึงซึ่งความดับทุกข์หรือมหาสติปัฏฐาน โดยการปฏิบัติหน้าที่ทุกชนิดอย่างมีสติด้วยจิตว่างตามครรลองแห่งธรรมชาติ มีสติอยู่กับตัวเองในเวลาปัจจุบัน สิ่งที่กำลังกระทำอยู่เป็นสิ่งสำคัญกว่าทุกสรรพสิ่ง ทำสติอย่างมีศิลปะคือรู้ว่าเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ ควรทำสติกำหนดรู้กิจใดเช่นไรจึงเหมาะสม จนบรรลุญานตลอดจน มรรคผล เมื่อจำแนกตามลำดับขั้นตอนของการบำเพ็ญเพียรฝึกฝนทางจิต คือ

  1. ศีล (ฝึกกายและวาจาให้ละเว้นจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น รวมถึงการควบคุมจิตใจไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำด้วยการเลี้ยงชีวิตอย่างพอเพียง)
  2. สมาธิ (ฝึกความตั้งใจมั่นจนเกิดความสงบ (สมถะ) และทำสติให้รับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง) (วิปัสสนา) ด้วยความพยายาม
  3. ปัญญา (ให้จิตพิจารณาธรรมชาติจนรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) และตื่นจากมายาที่หลอกลวงจิตเดิมแท้ (ฐิติภูตัง)

ปฏิจจสมุปบาท/อิทัปปัจจยตา

ดูบทความหลักที่: ปฏิจจสมุปบาท

ไตรลักษณ์

ดูบทความหลักที่: ไตรลักษณ์

เป็นเช่นนั้นเอง

ดูบทความหลักที่: ตถตา

ความว่าง

ดูบทความหลักที่: สุญญตา

ความหลุดพ้น

ดูบทความหลักที่: นิพพาน

ศาสนาพุทธมุ่งเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ให้พ้นจากความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวงคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง รวมทั้งเน้นการศึกษาทำความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง เห็นเหตุผลว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี จนเห็นตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไปตามกฎพระไตรลักษณ์ และสัตว์โลกที่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม แล้วเลือกใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาที่เหมาะกับผลที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาอย่างถูกต้อง ด้วยความไม่ประมาทในชีวิตให้มีความสุขในทั้งชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป ตลอดจนปรารถนาในพระนิพพานของผู้มีปัญญา

ไตรสิกขา

ดูบทความหลักที่: ไตรสิกขา

การวางรากฐาน

การเจริญสติ

ดูบทความหลักที่: สติ

อริยมรรค

ดูบทความหลักที่: มรรค ๘

ทางสายกลาง

ดูบทความหลักที่: มัชฌิมาปฏิปทา
ดูบทความหลักที่: วัด

วัดอันเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ ซึ่งเป็นสถานที่อยู่อาศัย หรือ ที่จำพรรษา ของ พระภิกษุ สามเณรตลอดจน แม่ชี เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมประจำวันของพระภิกษุสงฆ์ เช่น การทำวัตรเช้าและเย็น และสังฆกรรมในพระอุโบสถ อีกทั้ง ยังใช้ประกอบพิธีกรรมเช่นการเวียนเทียนเป็นต้นในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ และยังเป็นศูนย์รวมในการมาร่วมกันทำกิจกรรมในทางช่วยกันส่งเสริมพุทธศาสนาเช่นการมาทำบุญในวันพระของแต่ละท้องถิ่นของพุทธศาสนิกชน อีกด้วย

ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้

ศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ได้ 2 นิกายคือ เถรวาทและมหายาน นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งที่แตกต่างออกไปแบ่งเป็น 3 นิกาย เนื่องจากวัชรยานถือว่าตนเป็นยานพิเศษโดยเฉพาะ ต่างจากมหายาน

หมายเหตุ 1: ไตรสรณคมน์ หรือที่แปลว่า การสมาทานนับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก (taking refuge in the triple gem) เดิมเคยเป็นเอกลักษณ์และข้อผูกมัดแห่งวิถีพุทธ และเป็นความแตกต่างทั่วไประหว่างชาวพุทธกับศาสนิกชนอื่น

  1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท อัตตวรรคที่ ๑๒. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อัตตทีปวรรคที่ ๕ อัตตทีปสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เจลสูตร (ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง). พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  4. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑2 อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย ปฐมปัณณาสก์. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  5. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ปัญจสติกขันธกะ (เรื่องพระมหากัสสปเถระ สังคายนาปรารภคำของพระสุภัททวุฑฒบรรพชิต). พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  6. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีเถระ. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  7. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ สัตตสติกขันธกะ ที่ ๑๒ (ถามและแก้วัตถุ ๑๐ ประการ). พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  8. Dalai Lama. The Middle Way. Wisdom Publications 2009, page 22.
  9. 2008-06-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน; U.S. State Department's International Religious Freedom Report 2004. Accessed 20 September 2008; Garfinkel, Perry. "Buddha Rising", National Geographic Dec. 2005: 88–109;
  10. Lopez, Story of Buddhism. p. 239
  11. Lopez, Buddhism. p. 248
  12. ราชบัณฑิตยสถาน, 2552, หน้า 602
  13. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ราชบัณฑิตยสถาน, 2552, หน้า 110
  14. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  15. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค กูฏทันตสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  16. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธาปทาน ชื่อปุพพกรรมปิโลติที่ ๑๐ (๓๙๐) ว่าด้วยบุพจริยาของพระองค์เอง. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  17. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ สคารวสูตร. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  18. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ปาสาทิกสูตร . พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  19. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร . พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก <>. เข้าถึงเมื่อ 9-6-52
  20. อภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสต์. ศาสนาพุทธมหายาน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กทม. มหามกุฏราชวิทยาลัย. 2539. น.41-79.
  21. พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากลอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กทม. ราชบัณฑิตยสถาน. 2548. น. 581-582.
  22. อรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๓
  23. Vergati, Anne (2009). . Société Européenne pour l'Etude des Civilisations de l'Himalaya et de l'Asie Centrale. สืบค้นเมื่อ30 May 2011.
  24. Diwasa, Tulasi (2007). (PDF). UNESCO Kathmandu Series of Monographs and Working Papers: No 14. UNESCO Kathmandu Office. สืบค้นเมื่อ4 May 2011.Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) Page 7.
  25. . Sreda.org
  26. . "Ogonek", № 34 (5243), 27/08/2012. Retrieved 24-09-2012.
  27. , Encyclopædia Britannica, 2008. Retrieved on 2008-11-01
  28. , The Columbia Encyclopedia, 6th Edition, 2001. Retrieved on 2008-11-01.
  29. . EF News International. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก เมื่อ 2012-05-02. สืบค้นเมื่อ2006-08-28.
  30. . คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก เมื่อ 2007-09-28. สืบค้นเมื่อ2011-12-10.
  31. Padmasambhava, Jamgon Kongtrul, Erik Pema Kunsang (2004). . Rangjung Yeshe Publications. ISBN 9789627341376. สืบค้นเมื่อ2010-08-25.CS1 maint: multiple names: authors list (link)
คอมมอนส์ มีภาพและสื่อเกี่ยวกับ:
ศาสนาพุทธ
  • เว็บไซต์ข้อมูลพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐออนไลน์

ศาสนาพุทธ
ศาสนาพ, ทธ, ศาสนาอ, นเด, ยแบบอเทวน, ยมท, เก, าแก, ภาษาอ, เฝ, าด, แก, ไข, เปล, ยนทางจาก, ทธ, พระพ, ทธศาสนา, หร, บาล, ธสาสนา, นสกฤต, धश, सन, ธศาสนา, เป, นศาสนาท, พระพ, ทธเจ, าเป, นศาสดา, พระธรรมท, พระองค, ตร, สร, ชอบด, วยพระองค, เอง, และตร, สสอนไว, เป, นหล, กคำส. sasnaphuthth sasnaxinediyaebbxethwniymthiekaaek phasaxun efadu aekikh epliynthangcak phuthth phraphuththsasna hrux sasnaphuthth bali phuth thsasna snskvt ब द धश सन phuth thsasna epnsasnathimiphraphuththecaepnsasda miphrathrrmthiphraxngkhtrsruchxbdwyphraxngkhexng aelatrssxniwepnhlkkhasxnsakhy miphrasngkh phiksu phiksuni sawkphutdsinicxxkbwchephuxsuksaptibtitntamkhasngsxn thrrm winy khxngphrabrmsasda ephuxbrrlusucudhmaykhuxphraniphphan aelasrangsngkha epnchumchnephuxsubthxdkhasxnkhxngphrabrmsasda rwmeriykwa phrartntry1 nxkcakniinphraphuththsasna yngprakxbkhasxnsahrbkardarngchiwitthidingam sahrbphuthiyngimxxkbwch khvhsth xubask aelaxubasika sunghakrwmpraephthbukhkhlthithinbthuxaelasuksaptibtitntamkhasngsxnkhxngphrabrmsasda aelwcacaaenkidepn 4 praephth khux phiksu phiksuni xubask xubasika hruxthieriykwa phuththbristh 4 sasnaphuththepnsasnaxethwniym ptiesthkarmixyukhxngphraepnecahruxphraphusrang aelaechuxinskyphaphkhxngmnusy wathukkhnsamarthphthnacitic ipsukhwamepnmnusythismburnid dwykhwamephiyrkhxngtn klawkhux sasnaphuthth sxnihmnusybndalchiwitkhxngtnexng dwyphlaehngkarkrathakhxngtn tam kdaehngkrrm miidmacakkarxxnwxnkhxcakphraepnecaaelasingskdisiththinxkkay 1 khux ihphungtnexng 2 ephuxphatwexngxxkcakkxng thukkh 3 micudmunghmaykhuxkarsxnihmnusyhludphncakkhwamthukkhthngpwnginolkdwywithikarsrang pyya inkarxyukbkhwamthukkhxyangruethathntamkhwamepncring wtthuprasngkhsungsudkhxngsasnakhuxkarhludphncakkhwamthukkhthngpwngaelawtckrkarewiynwaytayekid echnediywkbthiphrasasdathrnghludphniddwykalngstipyyaaelakhwamephiyrkhxngphraxngkhexng inthanathiphraxngkhkthrngepnmnusy miichethphecahruxthutkhxngphraecaxngkhid 4 phraphuththeca phraxngkhpccubnkhuxphraokhtmphuththeca miphranamedimwa ecachaysiththttha idthrngerimxxkephyaephkhasxninchmphuthwip tngaetsmyphuththkal aethlngpriniphphankhxngphraphuththeca phrathrrmwinythiphraxngkhthrngsngsxn idthukrwbrwmepnhmwdhmudwykarsngkhaynaphrathrrmwinykhrngaerk 5 cnmikarrwbrwmkhunepnphraitrpidk sungepnhlkkarsakhythiimmikarepliynaeplngmatlxdkhxngfay ethrwath thiyudhlkimyxmepliynaeplngkhasngsxnkhxngphraphuththeca aetinkarsngkhaynaphrathrrmwinykhrngthisxng idekidaenwkhidthiehntangxxkip 6 wathrrmwinysamarthprbprungepliynaeplngidtamewlaaelasthankarnephuxkhwamxyurxdaehngsasnaphuthth 7 aenwkhiddngklawcungiderimkxtwaelaaetksayxxkepnnikayihminchuxkhxng mhayan thngsxngnikayidaetknikayyxyipxikaelaephyaephrxxkipthwdinaednexechiyaelaiklekhiyng bangkcdwa wchryan epnxiknikayhnung aetbangwaepnswnhnungkhxngnikaymhayan aetkarcdmakkwannkmi 8 hlkphunthansakhykhxngpticsmupbath epnephiynghlkediywthiepnkhasxnrwmknkhxngkhtiphuthth 9 pccubnsasnaphuththidephyaephipthwolk odymicanwnphunbthuxswnihyxyuinthwipexechiy thnginexechiyklang exechiytawnxxk aelaexechiytawnxxkechiyngit pccubnsasnaphuthth idmiphunbthuxkracayipthwolk praman 700 lankhn 10 11 12 dwymiphunbthuxinhlaypraeths sasnaphuththcungepnsasnasakl 13 enuxha 1 xngkhprakxb 1 1 singekharphsungsud 1 2 sasda 1 3 khmphir 1 4 phusubthxd 2 prawti 3 hlkthrrmsakhykhxngphuththsasna 3 1 wtsngsar 3 2 kdaehngkrrm 3 3 xriysc 3 4 pticcsmupbath xithppccyta 3 5 itrlksn 3 6 epnechnnnexng 3 7 khwamwang 3 8 khwamhludphn 4 hlkptibti 4 1 itrsikkha 4 2 karecriysti 4 3 xriymrrkh 4 4 thangsayklang 5 sasnsthan 6 phithikrrm 7 nikay 8 echingxrrth 9 xangxing 10 aehlngkhxmulxunxngkhprakxbsingekharphsungsud phrartntry khux srnathiphungxnpraesrithinsasnaphuthth srna hmaythung singthiihsasnikchnthuxexaepnaebbxyang hruxihexaepntwxyang aetmiidhmaykhwamwaemuxekharphaelwcadlbndalsingtang tamtxngkarid phrartntrynnprakxbdwyxngkhsam itrsrna idaek phraphuththeca epnphuthibaephysngsmbarmimahlayphphchati 14 cnchatisudthayekidepnmnusyaelwxasykhwamephiyrphyayamaelastipyyaptibticnidbrrlusingthitxngkarkhuxthrrmxnepnekhruxngxxkcakthukkh aelwcungthrngchiaenahruxchithangihkhnxunthatam phrathrrm khux khasxnwadwythrrmchatithiphraphuththecathrngkhnphbaelwwathaihphncakthukkh phrasngkh khuxhmuchnhruxchumchnkhxngphrasawk imwamnusyhruxethwda thithatamkhaaenanakhxngphraphuththecaaelw prasbphlsaercphnthukkhtamphraphuththecasasda karpthmethsnakhxngphraokhtmphuththeca sasdakhxngsasnaphuthth khux phraokhtmphuththeca miphranamedimwa ecachaysiththttha prasutiindinaednchmphuthwip trngkbwnkhun 15 kha eduxn 6 80 pikxnphuththskrach n swnlumphiniwn ecachaysiththtthaphuepnphrarachoxrskhxngphraecasuthoththnaaelaphranangsirimhamaya thrngdarngtaaehnngrchthayath phusubthxdrachbllngkkrungkbilphsduaehngaekhwnskka 15 aelaemuxphrachnmayu 16 phrrsa thrngxphiesksmrskbecahyingyosthraaehngemuxngethwthha txmaemuxphrachnmayu 29 phrrsa miphraoxrs 1 phraxngkhphranamwa rahul 16 inpiediywkn phraxngkhthxdphraentrethwthutthngsi khux khnaek khnecb khntay aelasmna cungthrngtdsinphrathyxxkphnwchepnsmna ephuxaeswnghakhwamhludphncakthukkh khux khwamaek ecb aelatay inpiediywknnn n rimfngaemnaxonmanthi 17 aelahlngcakxxkphnwchma 6 phrrsa thrngprakaskarkhnphbwakarhludphncakthukkhthaiddwykarfukcitdwykarecriysti prakxbdwysil smathi aelapyya cnsamarthruthuksingtamkhwamepncringwa epnthukkhephraasrrphsingimsmburn imaennxn aelabngkhbihepndngicimid cnimehnsingidkhwryudmnthuxmnhludphncakkielsthngpwng cwbcnidthrngbrrluphraxnuttrsmmasmophthiyan 18 khux kartrsru xriysc 4 khnamiphrachnmayuid 35 phrrsa thiittnsrimhaophthi tablxuruewlaesnanikhm caknnphraxngkhidxxkprakassingthiphraxngkhtrsrutlxdphrachnmchiph epnewlakwa 45 phrrsa thaihsasnaphuththdarngmnkhnginthanasasnaxndbhnungxyuinchmphuthwiptxnehnux 19 cwbcnphraxngkhidesdcpriniphphan emuxphrachnmayuid 80 phrrsa n salwonthyan inwnkhun 15 khaeduxn 6 20 khmphir khmphirhlkinphraphuththsasna phraitrpidkethrwath 45 elm phrawinypidk khmphir suttwiphngkhkhmphir khnthkakhmphir priwar phrasuttntpidk khmphir thikhnikaykhmphir mchchimnikaykhmphir sngyuttnikay khmphir xngkhuttrnikaykhmphir khuththknikay phraxphithrrmpidk sng wiphng tha pu kthaymkptthanpkrn hlkthrrmkhasxnthangphuththsasna inyukhkxncabnthukepnlaylksnxksr ichwithithxngca mukhpatha odyichwithikaraebngihsngkhhlay klumrbphidchxbthxngcainaetlaelm epnekhruxngmuxchwyinkarrksakhwamthuktxngkhxnghlkkhasxn cwbcnidthuxkaenidxksrekhiynthieliynaebbesiyngekidkhunmasungsamarthrksakhwamthuktxngkhxngkhasxnexaiwidaethnxksrphaphaebbekathirksakhwamthuktxngimid cungidmikarbnthukphrathrrmaelaphrawinyepnlaylksnxksrepnphasabali rksaiwinkhmphireriykwa phraitrpidk sungsamarthaeykxxkidepn 3 hmwdhlk idaek phrawinypidk wadwywinyhruxsilkhxngphiksu phiksuni phrasuttntpidk wadwyphrathrrmthwip aelaeruxngrawtang phraxphithrrmpidk wadwythrrmathiepnprmtththrrm hruxthrrmathiaesdngthungsphawalwn immikarsmmutiphusubthxd phusubthxdinthangsasnaphuthth idaek phuththbristh 4 xnhmaythung phuththsasnikchn phuththmamka phuththsawk xnepnklumphurwmknnbthux rwmknsuksa aelarwmknrksaphuththsasnaiw phunbthuxsasnaphuthththiidbwchephuxsuksa ptibtitamkhasxn thrrm aelakhasng winy aelamihnathiephyaephphrathrrmkhxngphraphuththeca eriykwaphiksu inkrnithiepnephschay aelaphiksuni inkrnithiepnephshying sahrbphubwchthitngaetxayuyngimthungeknth 20 pi caeriykwaepn samenr sahrbedkchay aela samenriaelasikkhmana samenrithitxngimphidsil 6 khxtlxd 2 pi sahrbedkhying lksnakarbwchsahrbphiksuhruxphiksuni caeriykepnkarxupsmbth sahrbsamenrhruxsamenriaelasikkhmana caeriykepnkar brrphcha khvhsthchay hying thinbthuxphraphuththsasna eriykwaxubask xubasika tamladbprawtidubthkhwamhlkthi prawtiphuththsasna hlngcakphraphuththecatrsruaelw idesdcipoprdphrapycwkhkhiy n paxisiptnmvkhthaywn aekhwngemuxngpharansi phraxngkhidthrngaesdngthmmckkppwttnsutraekpycwkhkhiy phraoknthyyabrrluepnphraosdabn aelakrabthulkhxbwch nbepnphrasngkhxngkhaerkinolk insmyphuththkal phraxngkhidesdcipephyaephphuththsasnatamthitang inchmphuthwipepnewlanankwa 45 phrrsa cnkrathngpriniphphan phayhlngkarpriniphphankhxngphraphuththeca idekidkhwamkhdaeyngxnekidcakkartikhwamphrathrrmkhasxnaelaphrawinyimtrngkn cungmikaraekikhodymikarcdthasngkhaynarxykrxngphrathrrmwinythithuktxngiwepnhlkthansahrbyudthuxepnaebbaephntxip cungnaipsukarthasngkhaynaphraitrpidk inkarthasngkhaynaphraitrpidkkhrngthi 2 niexngthiphraphuththsasnaaetkxxkepnhlaynikaykwa 20 nikay 21 aelainkarthasngkhaynaphraitrpidkkhrngthi 3 inrchsmyphraecaxoskmharach phraxngkhidthrngaetngsmnthut 9 sayxxkipephyaephphuththsasna cnkrathngphuththsasnaaephkhyayipxyangkwangkhwang sasnaphuththmikhwamecriyrungeruxngaelakhwamesuxmthxyslbkn enuxngcakkarsngesrimkhxngphumixanacpkkhrxnginaetlathxngthin aetinphaphrwmaelw phuththsasnainxinediyerimxxnaexlnghlngphuththstwrrsthi 15 epntnma odysasnahinduidekhamaaethnthi echnediywkbkaresuxmthxykhxngphuththsasnainexechiyklang cin ekahli inkhnathisasnaphuththidekhaiptngmnxyuinyipun aelapraethsinexechiytawnxxkechiyngit txmainphuththstwrrsthi 25 chwnghlngsngkhramolkkhrngthisxngepntnma sasnaphuththerimepnthidungdudickhxngchawtawntkmakkhun aelaidmikartngxngkhkrthangphuththsasnaradbolkodychawphuththcakexechiy yuorp aelaxemrikaehnuxrwm 27 praethsthisrilngkaemux ph s 2493 inchux xngkhkrphuththsasniksmphnthaehngolk 22 hlkthrrmsakhykhxngphuththsasnasasnaphuththsxnwa prmtththrrm hruxsrrphsingmi 4 xyangkhux cit ectsik rup niphphan cungptiesthkarmixyukhxngphraepneca ephraaphraepnecacdekhainprmtththrrmimid aelaechuxwaolkniekidkhunexngcakkdaehngthrrmchatihruxniyam5 prakar khux xutuniyam phichniyam citniyam krrmniyam thrrmniyam wtsngsar dubthkhwamhlkthi wtsngsar kdaehngkrrm dubthkhwamhlkthi kdaehngkrrm kdaehngkrrm khuxkdthrrmchatithiwadwykarkrathaaelaphlkhxngkarkratha sungkarkrathakbphlnnyxmmikhwamsmphnthknechn thadiiddi thachwidchw phlkhxngkarkratha xriysc dubthkhwamhlkthi xriysc 4 xriysc hruxcturariysc hruxxriysc 4 epnhlkkhasxnhnungkhxngphraokhtmphuththeca aeplwa khwamcringxnpraesrith khwamcringkhxngphraxriya hruxkhwamcringthithaihphuekhathungklayepnxriya mixyusiprakar khux thukkh smuthy niorth mrrkh thukkh inthangsasnaphuththkhux itrlksn hlksccthrrmkhxngphuththsasna epnlksnasphaphphunthanthrrmchatixyanghnung cakthnghmd 3 lksna thiphuththsasnaidsxnihekhaicthungehtulksnaaehngsrrphsingthiepnipphayitkditrlksn xnidaek xniccng khwamimethiyngaeth thukkhng khwamthnxyuxyangedimidyak xntta khwamimmiaeknsara rupphwckr hruxsngsarckrkhxngthiebt aesdngthungxwichcha idaekphlkhxngkarkhadpyyainkarruthnehtuekidaehngthukkh smuthy thaihtxngcmewiynwaytayekidxyuinkxngthukkhthngpwngimcbsin ehtuaehngthukkh smuthy idaek pticcsmupbath hlksrththakhxngphuththsasna phuththsasna sxnwa khwamthukkh imidekidcaksingiddlbndal hakekidaetehtuaelapccytang maprachumphrxmkn odymirakehngamacakkhwamimruhrux xwichcha thaihkrabwnkartang imkhadtxn ephraanamthatuthiepniptamkdniyam tamkrabwnkarthieriykwamhaptthan thaihekidsngkharectsikkdeknthkarprungaetngsungepnkhxmulxnepnducphnthukrrmkhxngcit wiwthnakarepnthrrmthatuxnepnrabbkarthangankhxngnamkhnththiprakxbknepncit xnepnsphawathirbruaelaepniptamectsikkhxngnamthatu aelaepnwiyyankhnth thiphraphuththecatrswaepnthatuaesng rngsioythatu xnekidcakkarthangankhxngnamthatuxyangepnrabb cnsamarthprasanhruxkahndkdeknthrupkhnth khxngchiwitinthriy echniwrs aebkhthieriy tnim esll thimichiwitkhunmaephraakdphichniyam thaihehtuphlkhxngrupkhnthepniptamehtuphlkhxngnamkhnthdwy citepnnaykayepnbaw thaihrupkhnththiepnchiwitinthriyphthnamirangkaythislbsbsxnmirabbkarthangancnekidmipsathrup 5 rwmkarrbruthangmonthwarxik 1 epnxaytnathng 6 emuxxaytnakrathbkbsrrphsingthimakrathbcnekidphssa cnekidewthna khux khwamsukhbang thukkhbang imsukhimthukkhbang xuebkkha ephraaxasy ewthna cungmi tnha ephraaxasy tnhacungmi karaeswngha prieysna ephraaxasy karaeswngha cungmi karid laoph ephraaxasy karid cungmi khwamplngicrk winic choy ephraaxasy khwamplngicrk cungmi khwamkahnddwykhwamphxic chn thraokh ephraaxasy khwamkahnddwykhwamphxic cungmi khwamtidxktidic prikhkh oh ephraaxasy khwamcbxkcbic cungmi khwamtrahni m cchriy ephraaxasy khwamtrahni cungmi karhwngkn xark okh ephraaxasy karhwngkn cungmi eruxngrawxnekidcakkarhwngkn xark khathikrn klawkhux karichxawuthimmikhm karichxawuthmikhm karthaelaa karaekngaeyng karwiwath karklawkhahyabwa mung mung karphudkhasxesiyd aelakarphudethcthnghlay thrrmxnepnbapxkuslepnxenk yxmekidkhunphrxmdwyxakarxyangni aelayudwasingnnepntwku xhngkar khxngku mmngkar 23 thaihmixupathan khwamyudmnthuxmn ephraamisyyakarsmmutiwaepnsingnnepnsingnicungmi cungekidkarsrangphphkhxngcithruxphwngkhcit cititsanuk aelasrangkrrmxnepnehtuaehngkarsrangphphchatikhunma sukarewiynwaytayekidkhxngcitwiyyanthnghlaynbchatiimthwn phaniprahwang wtsngsarthng 31 phumi mititang tngaetelwraythisud nrk ipcnthungsukhsbaythisud swrrkh inolkthatuthiehmaasminewlannthismkhwraekkrrm nieriykwa sngsarwt sahrbkarewiynwaykhxngcitwiyyanmiehtumacak xwichcha khuxkhwamthicitimruthungkhwamepncring iphlngphidinsingsmmutitangsungepnrakehngakhxngkielsthnghlay emuxcityngmixwichchastwolkyxmewiynwaytayekid aelaprasbphbecxphraitrlksnxnepnehtuihprasbthukkhmikhwamaekaelakhwamtay epntn imsinsud cnkwacathalaythitnehtukhuxxwichchalngid sasnaphuththepnsasnaaehngxisraesriphaph dwykarsrang pyya inkarxyukbkhwamthukkhxyangruethathn ephuxbrrlu wtthuprasngkh xnsungsudkhux niphphan khuxkarimmikhwamthukkh xyangthisud hrux karxyuinolkxyangimmithukkh khuxklawwa thukkhthngpwnglwnekidcakkaryudthux txemux hmdkaryudthux cungimmixaircaihthukkh aekthitnehtukhxngthukkhthnghmd khwamdbthukkh niorth khux niphphan epahmaysungsudkhxngphuththsasna xnepn aeknkhxngsasnaphuthth epnkhwamsukhsungsud hruxeriykxikxyangwa wirakhaprascakkiels wiomkkhphnipcakkarewiynwaytayekidinsngsarwt xnaloy immikhwamxaly ptinisskhkhayakarplxywang wimutti karimprungaetng xtmmyta imhwnihw aelasuyyta khwamwang enuxngcakthrrmdakhxngstwolkmipktithakhwamchwmakodybrisuththiicinkhwamehnaektw thadinxysungimbrisuththiic sahwngphltxbaethn cungmipktirbthukkhmakkwasukh dngnn thaepnphumipyyahruxepnphxkhathichladyxmruwakhadthunmakkwaidkair aela sukhthiidepnephiyngmaya yxmprarthnainphraniphphan emux khnth5 aetkslay ectsikthiprakxbknihekidepncitnnkaetkslaytamechnediywkn ephraaimmiehtupccycaprakxbknihekidepncitnn krrmyxmimxacihphlidxik xohsikrrm ehluxephiyngaetphrakhunkhwamdi emuxmiphubuchayxmsngphlkrrmdiihaekphubuchaehmuxnkhntiklxng klxngimrbruesiyng aetphutiidrbxanisngsesiyngcakklxng withithangdbthukkh mrrkh khux mchchimaptiptha hlkkardaeninchiwitkhxngphuththsasna thangxxkipcaksngsarwtmithangediyw odyyudhlkthangsayklang xnepnxriymrrkh khux karfuksti karthahnathikhxngcitkhuxtwruihsmburn epnwithifukfncitephuxihthungsungkhwamdbthukkhhruxmhastiptthan odykarptibtihnathithukchnidxyangmistidwycitwangtamkhrrlxngaehngthrrmchati mistixyukbtwexnginewlapccubn singthikalngkrathaxyuepnsingsakhykwathuksrrphsing thastixyangmisilpakhuxruwaewlaaelasthankarnechnni khwrthastikahndrukicidechnircungehmaasm cnbrrluyantlxdcn mrrkhphl emuxcaaenktamladbkhntxnkhxngkarbaephyephiyrfukfnthangcit khux sil fukkayaelawacaihlaewncakkarebiydebiyntnexngaelaphuxun rwmthungkarkhwbkhumciticimihtkxyuinxanacfaytadwykareliyngchiwitxyangphxephiyng smathi fukkhwamtngicmncnekidkhwamsngb smtha aelathastiihrbrusingtang tamkhwamepncring wipssna dwykhwamphyayam pyya ihcitphicarnathrrmchaticnruwasingthngpwngepnechnnnexng tthta aelatuncakmayathihlxklwngcitedimaeth thitiphutng pticcsmupbath xithppccyta dubthkhwamhlkthi pticcsmupbath itrlksn dubthkhwamhlkthi itrlksn epnechnnnexng dubthkhwamhlkthi tthta khwamwang dubthkhwamhlkthi suyyta khwamhludphn dubthkhwamhlkthi niphphanhlkptibtisasnaphuththmungenneruxngkarphnthukkh aelasxnihruckthukkhaelawithikardbthukkh ihphncakkhwamimrukhwamcringinthrrmchati xnepnehtuihekidthukkhcakkielsthngpwngkhux khwamolph khwamokrth khwamhlng rwmthngennkarsuksathakhwamekhaic karoyniosmnsikardwypyya aelaphisucnthrabkhxethccring ehnehtuphlwasingnimisingnicungmi cnehntamkhwamepncringwasrrphsinginthrrmchatiepniptamkdphraitrlksn aelastwolkthiepniptamkdaehngkrrm aelweluxkichhlkthrrminphuththsasnathiehmaakbphlthicaidsingthiprarthnaxyangthuktxng dwykhwamimpramathinchiwitihmikhwamsukhinthngchatiniaelachatitx ip tlxdcnprarthnainphraniphphankhxngphumipyya itrsikkha dubthkhwamhlkthi itrsikkha karwangrakthankarecriysti dubthkhwamhlkthi sti xriymrrkh dubthkhwamhlkthi mrrkh 8 thangsayklang dubthkhwamhlkthi mchchimaptipthasasnsthandubthkhwamhlkthi wd wdxnepnsthanthiyudehniywcitickhxngchawphuthth sungepnsthanthixyuxasy hrux thicaphrrsa khxng phraphiksu samenrtlxdcn aemchi ephuxichprakxbkickrrmpracawnkhxngphraphiksusngkh echn karthawtrechaaelaeyn aelasngkhkrrminphraxuobsth xikthng yngichprakxbphithikrrmechnkarewiynethiynepntninwnsakhythangsasnaphuthth aelayngepnsunyrwminkarmarwmknthakickrrminthangchwyknsngesrimphuththsasnaechnkarmathabuyinwnphrakhxngaetlathxngthinkhxngphuththsasnikchn xikdwyphithikrrmswnnirxephimetimkhxmul khunsamarthchwyephimkhxmulswnniidnikay phraphuththrupinthasxkkhurm praethsekahliit sasnaphuthth aebngxxkepnnikayihyid 2 nikaykhux ethrwathaelamhayan nxkcakniaelwyngmikaraebngthiaetktangxxkipaebngepn 3 nikay enuxngcakwchryanthuxwatnepnyanphiessodyechphaa tangcakmhayan ethrwath hrux hinyan aeplwa yanelk hmaythung khasngsxnkhxngphraphuththeca sungkhasngsxnaelahlkptibticaepniptamphraitrpidk nbthuxepnprachakrswnihyinpraethsithy srilngka phma law aelakmphucha swnthinbthuxepnswnnxyphbthangtxnitkhxngpraethsewiydnam odyechphaaklumechuxsayekhmr bngklaeths inklumchnephackma aelakhninskulpharw aelathangtxnbnkhxngmaelesiy inhmuphumiechuxsayithy mhayan aeplwa yanihy hrux xacariywath aephrhlayinsatharnrthprachachncin yipun ithwn ekahliehnux ekahliit ewiydnamaelasingkhopr phbepnprachachnswnnxyinpraethsenpal sungxacphbwanbthuxrwmkbsasnaxundwy 24 25 thngyngphbinpraethsxinodniesiy maelesiy bruin aelafilippins sungswnihymiechuxsaycin wchryan hrux mhayanphiess phbmakinekhtpkkhrxngtnexngthiebtkhxngcin praethsphutan mxngokeliy aeladinaedninkarpkkhrxngrsesiy echn satharnrthtuwa 26 27 aelakhlmuykhiya 28 29 nxkcakniepnprachakrswnnxyindinaednladk rthchmmuaelaksmir praethsxinediy 30 enpal pakisthan inekhtbltisthan 31 echingxrrthhmayehtu 1 itrsrnkhmn hruxthiaeplwa karsmathannbthuxphrartntryepnthiphungthiraluk taking refuge in the triple gem edimekhyepnexklksnaelakhxphukmdaehngwithiphuthth aelaepnkhwamaetktangthwiprahwangchawphuththkbsasnikchnxun 32 xangxing phraitrpidk elmthi 25 phrasuttntpidk elmthi 17 khuththknikay khuththkpatha thrrmbth xuthan xitiwuttka suttnibat khathathrrmbth xttwrrkhthi 12 phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 1 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 17 phrasuttntpidk elmthi 9 sngyuttnikay khnthwarwrrkh xttthipwrrkhthi 5 xttthipsutr phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 2 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 19 phrasuttntpidk elmthi 11 sngyuttnikay mhawarwrrkh eclsutr wadwykarmithrrmepnekaaepnthiphung phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 3 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 20 phrasuttntpidk elmthi 12 xngkhuttrnikay exk thuk tiknibat thuknibat xngkhuttrnikay pthmpnnask phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 4 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 7 phrawinypidk elmthi 7 culwrrkh phakh 2 pycstikkhnthka eruxngphramhaksspethra sngkhaynaprarphkhakhxngphrasuphththwuththbrrphchit phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 5 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 7 phrawinypidk elmthi 7 culwrrkh phakh 2 eruxngphrasmphutsanwasiethra phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 6 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 7 phrawinypidk elmthi 7 culwrrkh phakh 2 sttstikkhnthka thi 12 thamaelaaekwtthu 10 prakar phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 7 gt ekhathungemux 9 6 52 Nine Yana categorisation Dalai Lama The Middle Way Wisdom Publications 2009 page 22 Major Religions Ranked by Size Archived 2008 06 15 thi ewyaebkaemchchin U S State Department s International Religious Freedom Report 2004 http www state gov g drl rls irf 2004 Accessed 20 September 2008 Garfinkel Perry Buddha Rising National Geographic Dec 2005 88 109 CIA The World Factbook Lopez Story of Buddhism p 239 Lopez Buddhism p 248 rachbnthitysthan 2552 hna 602 rachbnthitysthan phcnanukrmsphthsasnasakl xngkvs ithy chbbrachbnthitysthan rachbnthitysthan 2552 hna 110 phraitrpidk elmthi 10 phrasuttntpidk elmthi 2 thikhnikay mhawrrkh mhapthansutr phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 8 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 9 phrasuttntpidk elmthi 1 thikhnikay silkhnthwrrkh kutthntsutr phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 9 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 32 phrasuttntpidk elmthi 24 khuththknikay xpthan phakh 1 phuththapthan chuxpuphphkrrmpioltithi 10 390 wadwybuphcriyakhxngphraxngkhexng phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 10 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 13 phrasuttntpidk elmthi 5 mchchimnikay mchchimpnnask skharwsutr phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 11 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 11 phrasuttntpidk elmthi 3 thikhnikay patikwrrkh pasathiksutr phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 12 gt ekhathungemux 9 6 52 phraitrpidk elmthi 10 phrasuttntpidk elmthi 2 thikhnikay mhawrrkh mhapriniphphansutr phraitrpidkchbbsyamrth xxniln ekhathungidcak lt 13 gt ekhathungemux 9 6 52 xphichy ophthiprasiththisast sasnaphuththmhayan phimphkhrngthi 4 kthm mhamkutrachwithyaly 2539 n 41 79 phcnanukrmsphthsasnasaklxngkvs ithy chbbrachbnthitysthan phimphkhrngthi 2 kthm rachbnthitysthan 2548 n 581 582 xrrthkthatnhasutrthi 3 Vergati Anne 2009 Image and Rituals in Newar Buddhism Societe Europeenne pour l Etude des Civilisations de l Himalaya et de l Asie Centrale subkhnemux 30 May 2011 Diwasa Tulasi 2007 The Intangible Cultural Heritage of Nepal Future Directions PDF UNESCO Kathmandu Series of Monographs and Working Papers No 14 UNESCO Kathmandu Office subkhnemux 4 May 2011 Unknown parameter coauthors ignored author suggested help Page 7 Arena Atlas of Religions and Nationalities in Russia Sreda org 2012 Survey Maps Ogonek 34 5243 27 08 2012 Retrieved 24 09 2012 Dge lugs pa Encyclopaedia Britannica 2008 Retrieved on 2008 11 01 Tibetan Buddhism The Columbia Encyclopedia 6th Edition 2001 Retrieved on 2008 11 01 Ladakh Festival a Cultural Spectacle EF News International khlngkhxmuleka ekbcak aehlngedim emux 2012 05 02 subkhnemux 2006 08 28 saenathiekbthawr khlngkhxmuleka ekbcak aehlngedim emux 2007 09 28 subkhnemux 2011 12 10 Padmasambhava Jamgon Kongtrul Erik Pema Kunsang 2004 Light of Wisdom Rangjung Yeshe Publications ISBN 9789627341376 subkhnemux 2010 08 25 CS1 maint multiple names authors list link aehlngkhxmulxun phraphuththsasna sasnakhxmmxns miphaphaelasuxekiywkb sasnaphuthth84000 phrathrrmkhnth ewbistkhxmulphraitrpidkchbbsyamrthxxniln xphithrrmxxnilnekhathungcak https th wikipedia org w index php title sasnaphuthth amp oldid 9666579, wikipedia, วิกิ หนังสือ, หนังสือ, ห้องสมุด,

บทความ

, อ่าน, ดาวน์โหลด, ฟรี, ดาวน์โหลดฟรี, mp3, วิดีโอ, mp4, 3gp, jpg, jpeg, gif, png, รูปภาพ, เพลง, เพลง, หนัง, หนังสือ, เกม, เกม