fbpx
วิกิพีเดีย

นกอัลบาทรอส

สำหรับภาพยนตร์ ดูที่ อัลบาทรอส (ภาพยนตร์)
นกอัลบาทรอส
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: โอลิโกซีน–ปัจจุบัน,34.0–0Ma
นกอัลบาทรอสคิ้วดำ (Thalassarche melanophris)
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: สัตว์
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง
ชั้น: สัตว์ปีก
ชั้นย่อย: Neornithes
ชั้นฐาน: Neoaves
อันดับ: นกจมูกหลอด
วงศ์: Diomedeidae
G.R. Gray 1840
สกุล
การแพร่กระจายพันธุ์ (สีฟ้า)

นกอัลบาทรอส (อังกฤษ:Albatrosses) เป็นนกทะเลขนาดใหญ่ จัดอยู่ในวงศ์ Diomedeidae กระจายพันธุ์อยู่เป็นฝูงตามชายฝั่งทะเลและเกาะแก่งต่าง ๆ ในเขตร้อน และเขตอบอุ่นทั่วโลก (ดูในแผนที่)

นกอัลบาทรอสจัดว่าเป็นนกที่บินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อกางปีกออก โดยอาจกว้างได้ถึง 3.5 เมตร ในกลุ่มนกอัลบาทรอสใหญ่ แม้แต่ขนาดเล็กที่สุดก็ยังกว้างได้ถึง 2 เมตร นกอัลบาทรอสจะบินอยู่ตลอดเวลา โดยสามารถบินได้ไกลถึงวันละ 1,000 กิโลเมตร เพียงเพื่อหาอาหารกลับมาเลี้ยงลูกเท่านั้น แต่เมื่อนกอัลบาทรอสอยู่บนพื้นดินแล้วกลับมีพฤติกรรมที่งุ่มง่าม เนื่องจากไม่ถนัดในการเดิน เพราะมีฝ่าตีนที่แผ่แบนเป็นพังผืดเหมือนตีนเป็ด

นกอัลบาทรอสสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 60 ปีแต่ขยายพันธุ์ช้ามากจนเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ภายในศตวรรษหน้า ภัยคุกคามสำคัญของมันคือการทำประมงเบ็ดราวในแต่ละปี มีนกอัลบาทรอสกว่า 100,000 ตัวที่ตายเพราะติดสายเบ็ดที่วางไว้เป็นล้านๆ เพื่อจับปลาทูน่า

เนื้อหา

นกอัลบาทรอสจัดอยู่ในอันดับนกจมูกหลอด (Procellariiformes) โดยมีความหมายว่า "จมูกที่เป็นท่อ" เพราะนกอัลบาทรอสมีท่อที่ยาวจากจะงอยปากขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้มันสามารถตรวจจับอาหารและค้นหาพื้นที่สำหรับสร้างรัง

ศัพทมูลวิทยา

ชื่อของนก "อัลบาทรอส" แผลงมาจากคำว่า "อัลคาทราซ" ในภาษาโปรตุเกส มีความหมายว่า นกกระทุงขนาดใหญ่ เพราะกะลาสีเรือชาวโปรตุเกสในสมัยโบราณเรียกชื่อมันผิด ส่วนนักเดินเรือชาวดัตช์ เรียกมันว่า "มอลลีม้อก" ซึ่งมีความหมายว่า "นกนางนวลเซ่อซ่า" เพราะนกชนิดนี้นักเดินเรือชาวดัตช์เห็นว่ามันเซ่อซ่า เพราะมันยอมให้นักเดินเรือใช้เบ็ดสอยมันร่วงจากท้องฟ้า

การสังเกตการณ์

ภาพนกอัลบาทรอสในวารสาร "O Panorama" ในปี ค.ศ. 1837

นกอัลบาทรอสปรากฏอยู่ในศิลปะ บทกวี และวรรณกรรมหลายเรื่องในสมัยก่อน โดยส่วนมากนกอัลบาทรอสจะถูกสังเกตโดยกะลาสีเรือ โดยในปี ค.ศ. 1593 ริชาร์ด ฮอว์กินส์ ได้อธิบายการเห็นนกทะเลชนิดหนึ่งในการเดินทางของเขาว่า เขาได้เห็นหงส์หลายตัว มีรูปร่างใหญ่ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และบินไปไกลประมาณ 2 ฟาทอม ต่อมาในปี ค.ศ. 1672 จอห์น ไฟรเออร์ ได้บันทึกเกี่ยวกับนกอัลบาทรอสที่มีชื่อบันทึกว่า "albetrosses" ในระหว่างการเดินทางไปยังประเทศอินเดียว่า "เราได้พบกับประกาศกแห่งคาบสมุทรผู้ซึ่งล้วนแล้วไปด้วยขน...พวกอัลบาทรอส สัตว์เหล่านี้มีร่างกายอันใหญ่โต แต่ก็ยังไม่เท่าปีกของพวกมันซึ่งเมื่อกางแล้วจักทวีความยาวขึ้นเป็นสองเท่า" และต่อมาในปี ค.ศ. 1747 จอร์จ เอ็ดเวิร์ด นักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนก ได้วาดภาพนกอัลบาทรอสที่ถูกต้องตามลักษณะ

ตำนาน

ในปี ค.ศ. 1798 แซมมวล เทย์เลอร์ คอเลริดจ์ ได้ประพันธ์และตีพิมพ์ บทกวีของกะลาสีชรา แต่โคเลอริดจ์เองก็ไม่เคยเห็นนกอัลบาทรอสมาก่อน ในบทกวีกล่าวถึงนกอัลบาทรอสใจอารีที่ช่วยโบกลมให้เรือแล่น แต่เมื่อกะลาสีคนหนึ่งฆ่านกตายโดยไม่ทันคิด กะลาสีคนอื่น ๆ ก็หวาดกลัวได้ลงโทษกะลาสีคนนั้นด้วยการเอาซากนกแขวนไว้รอบคอเขา จากบทกวีนี้ได้สร้างความเชื่อที่ว่า การฆ่านกอัลบาทรอสจะนำความโชคร้ายมาให้ แต่ในความเป็นจริงกะลาสีเรือชาวอังกฤษฆ่าและกินเนื้อนกอัลบาทรอสอยู่เป็นประจำ รวมทั้งไข่นกด้วย ที่มีขนาดใหญ่กว่าไข่ห่าน น้ำหนักได้ถึงครึ่งกิโลกรัม กล่าวกันว่ามีรสชาติอร่อย แถมยังเอากระดูกมาทำกล้องยาสูบและเอาเท้ามาทำกระเป๋าเงินอีกด้วย

นกอัลบาทรอสเป็นนกทะเลขนาดใหญ่ โดยแบ่งลักษณะได้ตามขนาดของมัน คือ นกอัลบาทรอสขนาดเล็ก เช่น นกอัลบาทรอสชูตี้ อาจมีขนาดเท่ากับนกนางนวล เมื่อกางปีกออกจะกว้างได้ถึง 2 เมตร ส่วนนกอัลบาทรอสขนาดกลาง เช่น นกอัลบาทรอสคิ้วดำ มีส่วนหัวเท่าหรือใหญ่กว่าลูกเบสบอลเล็กน้อย จะงอยปากยาวประมาณ 10 เซนติเมตร นกขนาดโตเต็มที่มีความยาวลำตัว 80-100 เซนติเมตร และนกอัลบาทรอสขนาดใหญ่ เช่น นกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง มีขนาดจากปีกข้างหนึ่งไปถึงอีกปีกข้างหนึ่งอาจกว้างได้ถึง 3.5 เมตร โดยส่วนมากนกอัลบาทรอสจะลำตัวมีสีขาว ปีกสีเทา แต่บางชนิดลำตัวสีน้ำตาล, สีเทา และสีดำ และแต่ละชนิดจะมีลักษณะเด่น เช่น นกอัลบาทรอสจมูกเหลืองแอตแลนติก และนกอัลบาทรอสจมูกเหลืองอินเดีย มีสีเหลืองตรงกลางจะงอยปากสีดำ

การบิน

นกอัลบาทรอสต่างจากนกทะเลจำพวกอื่น ๆ คือ จะบินอยู่ตลอดเวลา โดยสามารถบินได้ไกลถึงวันละ 15,000 กิโลเมตร เพียงเพื่อหาอาหารกลับมาเลี้ยงลูกเท่านั้น เป็นนกที่ออกบินตั้งแต่เช้า และจะกลับเข้ามาหาฝั่งต่อเมื่อผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกเท่านั้น การติดตามโดยใช้ดาวเทียมเผยให้เห็นว่า นกอัลบาทรอสบางตัวใช้เวลาบินรอบโลกไม่ถึง 2 เดือน และสามารถลอยตัวอยู่บนอากาศได้นานถึง 6 วัน โดยไม่ต้องกระพือปีกเลย แม้กระทั่งในกระแสลมแรง โดยการบินนั้นไม่ได้ใช้การกระพือปีกเหมือนนกจำพวกอื่น ๆ แต่กลับบินอยู่ใกล้ผิวทะเลโดยใช้ลมจากคลื่นมาช่วยในการพยุงการบินเหมือนการร่อนมากกว่า ช่วงเวลาที่นกอัลบาทรอสต้องใช้พลังงานในการบินมากที่สุดคือ ตอนที่จะทะยานขึ้นท้องฟ้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่ต้องกระพือปีกอย่างสุดกำลัง นกที่มีอายุมาก เช่น 50 ปี อาจมีระยะทางในการบินแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000,000 กิโลเมตร

เหตุที่นกอัลบาทรอสสามารถบินได้ไกลก็ด้วย มีสมองที่ควบคุมทิศทางการบินได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีสรีระที่แข็งแกร่ง มีปีกทั้งคู่ที่เมื่อกางออกแล้วเต็มไปด้วยเอ็นกล้ามเนื้อที่ยึดระหว่างไหล่กับศอก มัดกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงแต่มีขนาดเล็กกว่าลำตัวมากเมื่อเทียบกับนกอื่น ๆ และเช่นเดียวกับนกทั่วไป คือ นกอัลบาทรอสไม่รับลมเข้าสู่ปอดโดยตรงแต่มีถุงลม ทำหน้าที่คอยเติมและปล่อยลม เพื่อควบคุมให้อากาศไหลผ่านปอดและเพิ่มการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งศักยภาพของปีกนกอัลบาทรอสช่วยให้ทุกครั้งที่ร่อนอยู่ในอากาศเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ถึง 6 เมตร ทุกครั้งที่ปล่อยตัวตามแรงโน้มถ่วงของโลก จึงไม่อาจจะโบกปีกได้ตลอดเวลา

นกอัลบาทรอสมีวิธีการร่อนลม 2 แบบ คือ การร่อนระดับสูง เป็นการร่อนที่เลี้ยวเพื่อรับลมเพื่อไต่ระดับความสูงจากนั้นจึงทิ้งตัวดิ่งลงเบื้องล่าง เพื่อเร่งความเร็ว และการบินร่อนระดับต่ำ โดยใช้กระแสลมที่พัดผ่านเหนือคลื่นทำให้เกิดแรงยกตัว ซึ่งการร่อนทั้ง 2 แบบนี้ จะทำให้มีความเร็วถึง 65 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่ความสูงขณะบินสูงได้ถึง 18.3 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยลมที่ลดความเร็วลงจากแรงเสียดทานบริเวณผิวน้ำเริ่มเร็วขึ้นอีกที่ระดับความสูง 4.5 เมตร ความเร็วที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นช่วยยกตัวให้นกอัลบาทรอสบินได้สูงขึ้นเมื่อลมพัดผ่านเหนือปีกได้เร็วกว่าใต้ปีก

นกอัลบาทรอสจะทำรังบนหน้าผาหรือตามชายหาด ชายฝั่งทะเลต่าง ๆ ทั่วโลก ต่างกันตามแต่ละชนิด โดยเฉพาะในทะเลซีกโลกใต้ ในเขตละติจูดที่มีกระแสลมรุนแรงที่สุดในโลก เป็นถิ่นอาศัยของนกอัลบาทรอสทั้งหมด ซึ่งไม่ว่าจะบินไปไกลแค่ไหน ก็จะกลับมาทำรังยังถิ่นเกิด และนกอัลบาทรอส 4 ชนิด อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือและกลาง มีพฤติกรรมผลัดกันกกไข่และออกหาอาหารในทะเล จากการศึกษาพบว่าใช้เวลานานถึง 10-30 วัน

นกอัลบาทรอสอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือนิคมขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนคู่นกได้มากถึงหลักแสนคู่ นกวัยรุ่นจะเริ่มมีพฤติกรรมจับคู่กัน เมื่อจับคู่ได้แล้วจะใช้เวลานานบางทีอาจถึง 2 ปี เพื่อทำความรู้จักกัน ช่วยกันสร้างรัง ก่อนถึงการผสมพันธุ์จริง ๆ ซึ่งบางชนิดอาจใช้เวลานานถึง 3-9 ปี และเมื่อจับคู่ผสมพันธุ์กันแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันซึ่งอาจจะถึง 20 ปี หรือนานกว่านั้น ซึ่งกิริยาที่นกแสดงออกว่าชอบพอกัน คือ การไซ้ขนให้กัน สลับกันทำหน้าที่ให้กัน เป็นต้น นกอัลบาทรอสวางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ไข่มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ขนาดเท่ากับไข่ห่าน โดยวางไว้บนรังที่ทำจากโคลนที่ก่อขึ้นมาจากพื้นดิน เมื่อลูกนกฟักออกมาก็จะรอพ่อแม่อยู่ในรังนี้

นอกจากนี้แล้ว นกอัลบาทรอสยังเชื่อว่าน่าจะเป็นนกที่สามารถแพร่ขยายพันธุ์ทั้งที่อายุมากที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากในปี ค.ศ. 2016 ที่แหล่งพักพิงสัตว์ป่าแห่งชาติเกาะปะการังมิดเวย์ บนเกาะมิดเวย์ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิจัยพบนกอัลบาทรอสเลย์สัน (Phoebastria immutabilis) เพศเมียตัวหนึ่ง ชื่อ "วิสดอม" อายุ 66 ปี สามารถแพร่ขยายพันธุ์วางไข่ได้ โดยวิสดอมได้ห่างหายจากเกาะมิดเวย์นานถึง 60 ปี ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากวิสดอมมีปลอกคอที่ถูกสวมไว้เพื่อแสดงอัตลักษณ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956

เมื่อพ่อแม่นกกลับมายังรัง จะบดอาหารที่หามาได้เป็นของเหลวข้นลักษณะคล้ายน้ำมันที่เต็มไปด้วยแคลอรี เมื่อจะป้อนลูกจะเอาจะงอยปากไปขัดกับจะงอยปากของลูก จากนั้นจึงจะปล่อยของเหลวข้นนั้นเข้าปากลูก ซึ่งพ่อแม่นกอัลบาทรอสบางครั้งต้องใช้เวลานานถึง 15 นาทีเพื่อป้อนอาหารให้แก่ลูกนกซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักตัวลูกนก ก่อนที่จะบินออกไปหาอาหารอีกนานหลายสัปดาห์หรือหลายพันกิโลเมตร ซึ่งในระหว่างมื้ออาหารนี้ ลูกนกจะเติบโตขึ้นทุกครั้ง ซึ่งพ่อแม่นกจะจดจำลูกของตัวเองไม่ได้จากลักษณะภายนอก ต้องอาศัยการสังเกตจากเสียงร้องหรือกลิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะ

เมื่อลูกนกอัลบาทรอสหัดบินมักจะตกน้ำทำให้ขนเปียกปอน ในช่วงนี้มีลูกนกจำนวนมากที่ต้องตายไปถึงร้อยละ 40 เพราะไม่มีพ่อแม่นกคอยช่วย เนื่องจากนกอัลบาทรอสไม่มีพฤติกรรมที่สอนลูกให้หัดบินหรือเดินทางหาอาหาร ลูกนกจึงต้องฝึกฝนทักษะเหล่านี้ด้วยตัวเอง

ทีมนักวิจัยจาก National Centre for Scientific Research (CNRS-CEBC) ของฝรั่งเศส และ Helmholtz-Centre for Environmental Research (UFZ) ของเยอรมนี ได้นำข้อมูลการหาอาหารและสืบพันธุ์ของนกอัลบาทรอสที่สะสมไว้ยาวนานถึงกว่า 20 และ 40 ปี มาวิเคราะห์ ผลปรากฏว่านกอัลบาทรอสใช้เวลาในการบินออกหาอาหารน้อยลง จากที่ใช้เวลาประมาณ 12.4 วันต่อหนึ่งเที่ยวในปี ค.ศ. 1970 ลดลงเหลือแค่ 9.7 วันในปี 2008 เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้จากการติดเครื่องส่งสัญญาณบนตัวนก ระยะทางการหาอาหารของนกไม่ได้เพิ่มหรือลดลงมากนัก คืออยู่ที่ประมาณ 3,500 กม. เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง นกอัลบาทรอสมุ่งลงไปหาอาหารแถวขั้วโลกใต้ซึ่งมีลมแรงมากขึ้น นั่นแปลได้ว่านกอัลบาทรอสบินได้เร็วขึ้น และสาเหตุที่นกบินได้เร็วขึ้นก็เนื่องมาจากอุณหภูมิของมหาสมุทรซีกโลกใต้ที่เพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ให้นกอัลบาทรอสได้อาศัยลมที่แรงขึ้นในการพยุงตัวร่อนไปตามลม การที่นกบินได้เร็วกว่าเดิม ทำให้แม่นกกลับมาป้อนอาหารให้ลูกนกได้ถี่ขึ้น เป็นการเพิ่มจำนวนประชากรนกอย่างอ้อม ๆ

ในปี ค.ศ. 1970 มีลูกนกเพียงร้อยละ 66 เท่านั้นที่ฟักเป็นตัว นอกนั้นตายตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากไข่ แต่ในปี ค.ศ. 2008 มีลูกนกร้อยละ 77 รอดออกมาดูโลกได้ ไม่ใช่แค่ลูกนกจะรอดเพิ่มขึ้นเท่านั้น นกอัลบาทรอสตัวเต็มวัยก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-12 ด้วย (ประมาณ 1 กิโลกรัม) คาดว่าคงเป็นการปรับตัวเพื่อให้บินในสภาวะลมแรงได้ดีขึ้น เมื่อกางปีกออกจนสุด นกอัลบาทรอสเป็นนกทะเลที่มีวงปีกกว้างที่สุดในโลก ปัจจุบันคาดว่ามีประชากรนกที่สืบพันธุ์ได้ประมาณ 8,000 คู่ ประชากรนกอัลบาทรอสมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการประมงที่ไปแย่งอาหารของนกอัลบาทรอส (ปลาและหมึกทะเล)

ซากของนกอัลบาทรอสเลย์สันแสดงให้เห็นขยะพลาสติกต่างๆที่ติดอยู่ในส่วนบริเวณท้องของมัน

นกอัลบาทรอสในปัจจุบันเป็นนกทะเลที่มีสถานะความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (Critically endangered) ยอมรับจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ประกาศในปี ค.ศ. 2004 โดยมีสามชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ได้แก่ นกอัลบาทรอสอัมสเตอร์ดัม, นกอัลบาทรอสทริสตัน และนกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง และอีก 16 ชนิดที่กำลังถูกคุกคามและอาจสูญพันธุ์ในอนาคต เนื่องจากกรณีในปี ค.ศ. 2009 นกอัลบาทรอส ได้รับผลกระทบจากแพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) ที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ซึ่งขยะพวกนี้ทิ้งมาจากผืนดิน เช่น พลาสติก ทำให้นกอัลบาทรอสกินขยะพลาสติกจากแพขยะทะเลเหล่านี้เข้าไป เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันอยู่ในกระเพาะอาหารสะสมไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถกินอะไรเข้าไปได้และตายในที่สุด นอกจากสาเหตุนี้แล้วนกอัลบาทรอสยังติดสายเบ็ดจากการทำประมงเบ็ดราวและการแย่งอาหารของนกอัลบาทรอสจากการประมง ทำให้นกอัลบาทรอสมีจำนวนประชากรน้อยลง

ในต้นปี ค.ศ. 2016 ในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ในประเทศไทย พบนกอัลบาทรอสตัวหนึ่งบินพลัดหลงตกลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรผู้หนึ่ง ตัวนกมีน้ำหนักประมาณ 1.9 กิโลกรัม ปีกแต่ละข้างเมื่อกลางออกมีความยาวประมาณ 1.30 เมตร โดยได้รับบาดเจ็บที่ปีกข้างซ้าย

นกอัลบาทรอสได้ปรากฏในศิลปกรรมรูปหล่อทองแดง "Innocent Victims" ในห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ โดยในรูปหล่อทองแดงมีโดดี ฟาเยดที่กำลังเต้นรำกับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์บนชายหาดภายใต้ปีกของนกอัลบาทรอส ใต้ฐานของรูปหล่อมีป้ายจารึกไว้ว่า "Innocent Victim" (เหยื่อผู้บริสุทธิ์)

ในสมัยก่อนกะลาสีเรือมีความเชื่อว่าเมื่อมีลูกเรือตายจะกลับชาติไปเกิดเป็นนกอัลบาทรอส และเวลาใดที่กะลาสีเรือเห็นนกอัลบาทรอสขณะเรืออยู่กลางทะเลลึก เชื่อว่าพายุกำลังจะมา หรือถ้าใครฆ่านกอัลบาทรอส คนนั้นก็จะมีแต่เรื่องไม่ดีตลอดชีวิต ซึ่งต้องเอาซากนกอัลบาทรอสกรอบคอเพื่อลบล้างอาถรรพ์ กะลาสีเรือจึงถือว่านกอัลบาทรอสเป็นนกอัปมงคล จนกระทั่งในปัจจุบัน ความเชื่อในการเป็นนกอัลบาทรอสยังมีอยู่ ดังเช่นกรณีในปี ค.ศ. 1959 เรือสินค้า Calpen Star ได้ขนนกอัลบาทรอสจากทวีปแอนตาร์กติกไปเลี้ยงที่สวนสัตว์ในประเทศเยอรมนี ขณะเรือแวะจอดที่ลิเวอร์พูล ในประเทศอังกฤษ เหล่ากะลาสีได้ทิ้งเรือ เพราะเชื่อว่าอัลบาทรอสเป็นนกอัปมงคลที่ได้สร้างปัญหาตลอดทาง ทำให้กัปตันเรือต้องหาลูกเรือใหม่ เพื่อนำเรือออกจากท่าเดินทางต่อ

  1. Brands, Sheila (14 August 2008). . Project: The Taxonomicon. จากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-06-16. สืบค้นเมื่อ17 February 2009.
  2. หน้า 131-151, เหินร่อนหวงหาวกับเจ้าเวหา อัลบาทรอส โดย คาร์ล ซาฟินา, National Geographic ฉบับภาษาไทย: ฉบับที่ 77 ธันวาคม 2550 ISSN 1513-9840
  3. (PDF). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก (PDF) เมื่อ 2011-05-27. สืบค้นเมื่อ2013-01-20.
  4. หน้า 7, นกทะเลแก่ที่สุดในโลกออกไข่. "โลกโศภิณ". ไทยรัฐปีที่ 67 ฉบับที่ 21511: วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 1 ปีวอก
  5. Science
  6. . ไทยรัฐ. 8 January 2016. สืบค้นเมื่อ10 January 2016.
  7. . CNN. 1 September 2005. สืบค้นเมื่อ13 October 2008.
คอมมอนส์ มีภาพและสื่อเกี่ยวกับ:
นกอัลบาทรอส
วิกิสปีชีส์มีข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ Diomedeidae
วิกิพจนานุกรม มีความหมายของคำว่า:
albatross

นกอัลบาทรอส
นกอ, ลบาทรอส, ภาษาอ, เฝ, าด, แก, ไข, สำหร, บภาพยนตร, ลบาทรอส, ภาพยนตร, วงเวลาท, ตอย, โอล, โกซ, จจ, preЄ, nค, วดำ, thalassarche, melanophris, สถานะการอน, กษ, เส, ยงข, นว, กฤต, อการส, ญพ, นธ, iucn, การจำแนกช, นทางว, ทยาศาสตร, อาณาจ, กร, ตว, ไฟล, ตว, แกนส, นหล, ง. nkxlbathrxs phasaxun efadu aekikh sahrbphaphyntr duthi xlbathrxs phaphyntr nkxlbathrxs chwngewlathimichiwitxyu oxlioksin pccubn 34 0 0Ma PreYe Ye O S D C P T J K Pg Nnkxlbathrxskhiwda Thalassarche melanophris sthanakarxnurksesiyngkhnwikvtitxkarsuyphnthu IUCN 3 1 karcaaenkchnthangwithyasastrxanackr stwiflm stwmiaeknsnhlngchn stwpikchnyxy Neornitheschnthan Neoavesxndb nkcmukhlxdwngs Diomedeidae G R Gray 1840 1 skulnkxlbathrxsihy nkxlbathrxsaepsifikehnux mxllimawkh nkxlbathrxschutikaraephrkracayphnthu sifa nkxlbathrxs xngkvs Albatrosses epnnkthaelkhnadihy cdxyuinwngs Diomedeidae kracayphnthuxyuepnfungtamchayfngthaelaelaekaaaekngtang inekhtrxn aelaekhtxbxunthwolk duinaephnthi nkxlbathrxscdwaepnnkthibinidthimikhnadihythisudinolk 2 emuxkangpikxxk odyxackwangidthung 3 5 emtr inklumnkxlbathrxsihy aemaetkhnadelkthisudkyngkwangidthung 2 emtr nkxlbathrxscabinxyutlxdewla odysamarthbinidiklthungwnla 1 000 kiolemtr ephiyngephuxhaxaharklbmaeliynglukethann aetemuxnkxlbathrxsxyubnphundinaelwklbmiphvtikrrmthingumngam enuxngcakimthndinkaredin ephraamifatinthiaephaebnepnphngphudehmuxntinepd 3 nkxlbathrxssamarthmichiwitxyuidnanthung 60 piaetkhyayphnthuchamakcnesiyngtxkarsuyphnthphayinstwrrshna phykhukkhamsakhykhxngmnkhuxkarthapramngebdrawinaetlapi minkxlbathrxskwa 100 000 twthitayephraatidsayebdthiwangiwepnlan ephuxcbplathuna 4 enuxha 1 xnukrmwithan 1 1 sphthmulwithya 2 prawti 2 1 karsngektkarn 2 2 tanan 3 lksna 4 niewswithya 4 1 karbin 5 thinthixyuxasyaelaphvtikrrm 6 chnid 7 karsuksawicy 8 sthanphaphinpccubn 9 nkxlbathrxsinsilpkrrm 10 khwamechux 11 xangxing 12 aehlngkhxmulxunxnukrmwithan aekikhnkxlbathrxscdxyuinxndbnkcmukhlxd Procellariiformes odymikhwamhmaywa cmukthiepnthx ephraankxlbathrxsmithxthiyawcakcangxypakkhnadihy sungchwyihmnsamarthtrwccbxaharaelakhnhaphunthisahrbsrangrng 5 sphthmulwithya aekikh chuxkhxngnk xlbathrxs aephlngmacakkhawa xlkhathras inphasaoprtueks mikhwamhmaywa nkkrathungkhnadihy ephraakalasieruxchawoprtueksinsmyobraneriykchuxmnphid swnnkedineruxchawdtch eriykmnwa mxllimxk sungmikhwamhmaywa nknangnwlesxsa ephraankchnidninkedineruxchawdtchehnwamnesxsa ephraamnyxmihnkedineruxichebdsxymnrwngcakthxngfa 6 prawti aekikhkarsngektkarn aekikh phaphnkxlbathrxsinwarsar O Panorama inpi kh s 1837 nkxlbathrxspraktxyuinsilpa bthkwi aelawrrnkrrmhlayeruxnginsmykxn odyswnmaknkxlbathrxscathuksngektodykalasierux odyinpi kh s 1593 richard hxwkins idxthibaykarehnnkthaelchnidhnunginkaredinthangkhxngekhawa ekhaidehnhngshlaytw miruprangihy thayankhunsuthxngfa aelabinipiklpraman 2 fathxm txmainpi kh s 1672 cxhn ifrexxr idbnthukekiywkbnkxlbathrxsthimichuxbnthukwa albetrosses inrahwangkaredinthangipyngpraethsxinediywa eraidphbkbprakaskaehngkhabsmuthrphusunglwnaelwipdwykhn phwkxlbathrxs stwehlanimirangkayxnihyot aetkyngimethapikkhxngphwkmnsungemuxkangaelwckthwikhwamyawkhunepnsxngetha aelatxmainpi kh s 1747 cxrc exdewird nkprawtisastrekiywkbnk idwadphaphnkxlbathrxsthithuktxngtamlksna 7 tanan aekikh inpi kh s 1798 aesmmwl ethyelxr khxelridc idpraphnthaelatiphimph bthkwikhxngkalasichra aetokhelxridcexngkimekhyehnnkxlbathrxsmakxn inbthkwiklawthungnkxlbathrxsicxarithichwyobklmiheruxaeln aetemuxkalasikhnhnungkhanktayodyimthnkhid kalasikhnxun khwadklwidlngothskalasikhnnndwykarexasaknkaekhwniwrxbkhxekha cakbthkwiniidsrangkhwamechuxthiwa karkhankxlbathrxscanakhwamochkhraymaih aetinkhwamepncringkalasieruxchawxngkvskhaaelakinenuxnkxlbathrxsxyuepnpraca rwmthngikhnkdwy thimikhnadihykwaikhhan nahnkidthungkhrungkiolkrm klawknwamirschatixrxy aethmyngexakradukmathaklxngyasubaelaexaethamathakraepaenginxikdwy 3 7 lksna aekikhnkxlbathrxsepnnkthaelkhnadihy odyaebnglksnaidtamkhnadkhxngmn khux nkxlbathrxskhnadelk echn nkxlbathrxschuti xacmikhnadethakbnknangnwl emuxkangpikxxkcakwangidthung 2 emtr swnnkxlbathrxskhnadklang echn nkxlbathrxskhiwda miswnhwethahruxihykwalukebsbxlelknxy cangxypakyawpraman 10 esntiemtr 3 nkkhnadotetmthimikhwamyawlatw 80 100 esntiemtr aelankxlbathrxskhnadihy echn nkxlbathrxswxnedxring mikhnadcakpikkhanghnungipthungxikpikkhanghnungxackwangidthung 3 5 emtr 8 9 odyswnmaknkxlbathrxscalatwmisikhaw piksietha aetbangchnidlatwsinatal sietha aelasida aelaaetlachnidcamilksnaedn echn nkxlbathrxscmukehluxngaextaelntik aelankxlbathrxscmukehluxngxinediy misiehluxngtrngklangcangxypaksidaniewswithya aekikhkarbin aekikh nkxlbathrxstangcaknkthaelcaphwkxun khux cabinxyutlxdewla odysamarthbinidiklthungwnla 15 000 kiolemtr ephiyngephuxhaxaharklbmaeliynglukethann epnnkthixxkbintngaetecha aelacaklbekhamahafngtxemuxphsmphnthuaelaeliynglukethann kartidtamodyichdawethiymephyihehnwa nkxlbathrxsbangtwichewlabinrxbolkimthung 2 eduxn aelasamarthlxytwxyubnxakasidnanthung 6 wn odyimtxngkraphuxpikely 10 aemkrathnginkraaeslmaerng odykarbinnnimidichkarkraphuxpikehmuxnnkcaphwkxun aetklbbinxyuiklphiwthaelodyichlmcakkhlunmachwyinkarphyungkarbinehmuxnkarrxnmakkwa chwngewlathinkxlbathrxstxngichphlngnganinkarbinmakthisudkhux txnthicathayankhunthxngfa sungepnchwngewlaediywthitxngkraphuxpikxyangsudkalng nkthimixayumak echn 50 pi xacmirayathanginkarbinaelwimtakwa 6 000 000 kiolemtr ehtuthinkxlbathrxssamarthbinidiklkdwy mismxngthikhwbkhumthisthangkarbinidxyangyxdeyiym odymisrirathiaekhngaekrng mipikthngkhuthiemuxkangxxkaelwetmipdwyexnklamenuxthiyudrahwangihlkbsxk mdklamenuxmikhwamaekhngaerngaetmikhnadelkkwalatwmakemuxethiybkbnkxun aelaechnediywkbnkthwip khux nkxlbathrxsimrblmekhasupxdodytrngaetmithunglm thahnathikhxyetimaelaplxylm ephuxkhwbkhumihxakasihlphanpxdaelaephimkarlaeliyngxxksiecnipeliyngrangkay sungskyphaphkhxngpiknkxlbathrxschwyihthukkhrngthirxnxyuinxakasekhluxnthiipkhanghnaidthung 6 emtr thukkhrngthiplxytwtamaerngonmthwngkhxngolk cungimxaccaobkpikidtlxdewla nkxlbathrxsmiwithikarrxnlm 2 aebb khux karrxnradbsung epnkarrxnthieliywephuxrblmephuxitradbkhwamsungcaknncungthingtwdinglngebuxnglang ephuxerngkhwamerw aelakarbinrxnradbta odyichkraaeslmthiphdphanehnuxkhlunthaihekidaerngyktw sungkarrxnthng 2 aebbni cathaihmikhwamerwthung 65 kiolemtr chwomng khnathikhwamsungkhnabinsungidthung 18 3 emtr ehnuxradbnathael odylmthildkhwamerwlngcakaerngesiydthanbriewnphiwnaerimerwkhunxikthiradbkhwamsung 4 5 emtr khwamerwthikhxy ephimkhunchwyyktwihnkxlbathrxsbinidsungkhunemuxlmphdphanehnuxpikiderwkwaitpik 3 thinthixyuxasyaelaphvtikrrm aekikh phaphnkxlbathrxskalngobybininxaaelska odysthabnmhasmuthraelabrryakasaehngchatikhxngshrthxemrika inpi kh s 1997 nkxlbathrxscatharngbnhnaphahruxtamchayhad chayfngthaeltang thwolk tangkntamaetlachnid odyechphaainthaelsikolkit inekhtlaticudthimikraaeslmrunaerngthisudinolk epnthinxasykhxngnkxlbathrxsthnghmd sungimwacabinipiklaekhihn kcaklbmatharngyngthinekid aelankxlbathrxs 4 chnid xasyxyuinmhasmuthraepsifikehnuxaelaklang miphvtikrrmphldknkkikhaelaxxkhaxaharinthael cakkarsuksaphbwaichewlananthung 10 30 wn 3 nkxlbathrxsxasyxyurwmknepnfunghruxnikhmkhnadihy sungmicanwnkhunkidmakthunghlkaesnkhu nkwyruncaerimmiphvtikrrmcbkhukn emuxcbkhuidaelwcaichewlananbangthixacthung 2 pi ephuxthakhwamruckkn chwyknsrangrng kxnthungkarphsmphnthucring sungbangchnidxacichewlananthung 3 9 pi aelaemuxcbkhuphsmphnthuknaelwcaichchiwitxyudwyknsungxaccathung 20 pi hruxnankwann sungkiriyathinkaesdngxxkwachxbphxkn khux kariskhnihkn slbknthahnathiihkn epntn nkxlbathrxswangikhkhrngla 1 fxng ikhminahnkpramankhrungkiolkrm khnadethakbikhhan odywangiwbnrngthithacakokhlnthikxkhunmacakphundin emuxluknkfkxxkmakcarxphxaemxyuinrngni nxkcakniaelw nkxlbathrxsyngechuxwanacaepnnkthisamarthaephrkhyayphnthuthngthixayumakthisudinolkxikdwy enuxngcakinpi kh s 2016 thiaehlngphkphingstwpaaehngchatiekaapakarngmidewy bnekaamidewy klangmhasmuthraepsifik nkwicyphbnkxlbathrxselysn Phoebastria immutabilis ephsemiytwhnung chux wisdxm xayu 66 pi samarthaephrkhyayphnthuwangikhid odywisdxmidhanghaycakekaamidewynanthung 60 pi kxncaklbmaxikkhrng enuxngcakwisdxmmiplxkkhxthithukswmiwephuxaesdngxtlksntngaetpi kh s 1956 11 emuxphxaemnkklbmayngrng cabdxaharthihamaidepnkhxngehlwkhnlksnakhlaynamnthietmipdwyaekhlxri emuxcapxnlukcaexacangxypakipkhdkbcangxypakkhxngluk caknncungcaplxykhxngehlwkhnnnekhapakluk sungphxaemnkxlbathrxsbangkhrngtxngichewlananthung 15 nathiephuxpxnxaharihaekluknksungminahnkpraman 1 in 3 khxngnahnktwluknk kxnthicabinxxkiphaxaharxiknanhlayspdahhruxhlayphnkiolemtr sunginrahwangmuxxaharni luknkcaetibotkhunthukkhrng sungphxaemnkcacdcalukkhxngtwexngimidcaklksnaphaynxk txngxasykarsngektcakesiyngrxnghruxklinthiepnlksnaechphaa emuxluknkxlbathrxshdbinmkcatknathaihkhnepiykpxn inchwngnimiluknkcanwnmakthitxngtayipthungrxyla 40 ephraaimmiphxaemnkkhxychwy enuxngcaknkxlbathrxsimmiphvtikrrmthisxnlukihhdbinhruxedinthanghaxahar luknkcungtxngfukfnthksaehlanidwytwexng 3 chnid aekikh nkxlbathrxsbulelxr nkxlbathrxswxnedxring nkxlbathrxsihy Diomedea nkxlbathrxswxnedxring D exulans nkxlbathrxsaexnthiophdin D exulans antipodensis nkxlbathrxsxmsetxrdm D exulans amsterdamensis nkxlbathrxsthristn D exulans dabbenena nkxlbrathrxsrxylehnux D epomorpha sanfordi nkxlbathrxsrxylit D epomophora nkxlbathrxsaepsifikehnux Phoebastria nkxlbathrxskhlun P irrorata nkxlbathrxshangsn P albatrus nkxlbathrxstinda P nigripes nkxlbathrxselysn P immutabilis mxllimawkh Thalassarche nkxlbathrxskhiwda T melanophris nkxlbathrxsaekhmpebll T melanophris impavida nkxlbathrxschi T cauta nkxlbathrxskrahmxmkhaw T steadi nkxlbathrxssttm T cauta eremita nkxlbathrxsslwin T cauta salvini nkxlbathrxshwetha T chrysostoma nkxlbathrxscmukehluxngaextaelntik T chlororhynchos nkxlbathrxscmukehluxngxinediy T chlororhynchos carteri nkxlbathrxsbulelxr T bulleri nkxlbathrxschuti Phoebetria nkxlbathrxschuti P fusca nkxlbathrxscnkrathngaesng P palpebratakarsuksawicy aekikhthimnkwicycak National Centre for Scientific Research CNRS CEBC khxngfrngess aela Helmholtz Centre for Environmental Research UFZ khxngeyxrmni idnakhxmulkarhaxaharaelasubphnthukhxngnkxlbathrxsthisasmiwyawnanthungkwa 20 aela 40 pi mawiekhraah phlpraktwankxlbathrxsichewlainkarbinxxkhaxaharnxylng cakthiichewlapraman 12 4 wntxhnungethiywinpi kh s 1970 ldlngehluxaekh 9 7 wninpi 2008 emuxethiybkbkhxmulthiidcakkartidekhruxngsngsyyanbntwnk rayathangkarhaxaharkhxngnkimidephimhruxldlngmaknk khuxxyuthipraman 3 500 km ehmuxnedim aetmikarepliynesnthangipbang nkxlbathrxsmunglngiphaxaharaethwkhwolkitsungmilmaerngmakkhun nnaeplidwankxlbathrxsbiniderwkhun aelasaehtuthinkbiniderwkhunkenuxngmacakxunhphumikhxngmhasmuthrsikolkitthiephimkhun 12 epnpraoychnihnkxlbathrxsidxasylmthiaerngkhuninkarphyungtwrxniptamlm karthinkbiniderwkwaedim thaihaemnkklbmapxnxaharihluknkidthikhun epnkarephimcanwnprachakrnkxyangxxm inpi kh s 1970 miluknkephiyngrxyla 66 ethannthifkepntw nxknntaytngaetyngimidxxkcakikh aetinpi kh s 2008 miluknkrxyla 77 rxdxxkmaduolkid imichaekhluknkcarxdephimkhunethann nkxlbathrxstwetmwykminahnkephimkhunpramanrxyla 10 12 dwy praman 1 kiolkrm khadwakhngepnkarprbtwephuxihbininsphawalmaerngiddikhun emuxkangpikxxkcnsud nkxlbathrxsepnnkthaelthimiwngpikkwangthisudinolk pccubnkhadwamiprachakrnkthisubphnthuidpraman 8 000 khu prachakrnkxlbathrxsmiaenwonmldlngxyangtxenuxnginrayaewla 25 pithiphanma saehtuswnihykmacakkarpramngthiipaeyngxaharkhxngnkxlbathrxs plaaelahmukthael 13 14 15 16 sthanphaphinpccubn aekikh sakkhxngnkxlbathrxselysnaesdngihehnkhyaphlastiktangthitidxyuinswnbriewnthxngkhxngmn nkxlbathrxsinpccubnepnnkthaelthimisthanakhwamesiyngkhnwikvtitxkarsuyphnthu Critically endangered yxmrbcakshphaphnanachatiephuxkarxnurksthrrmchatiaelathrphyakrthrrmchati IUCN prakasinpi kh s 2004 7 odymisamchnidthiesiyngtxkarsuyphnthu idaek nkxlbathrxsxmsetxrdm nkxlbathrxsthristn aelankxlbathrxswxnedxring aelaxik 16 chnidthikalngthukkhukkhamaelaxacsuyphnthuinxnakht 17 enuxngcakkrniinpi kh s 2009 nkxlbathrxs idrbphlkrathbcakaephkhyaihyaepsifik Great Pacific Garbage Patch thixyuinmhasmuthraepsifikehnux sungkhyaphwknithingmacakphundin echn phlastik thaihnkxlbathrxskinkhyaphlastikcakaephkhyathaelehlaniekhaip ephraaekhaicphidwaepnxahar sungthaihekidkarxudtnxyuinkraephaaxaharsasmiperuxy cnimsamarthkinxairekhaipidaelatayinthisud 18 19 nxkcaksaehtuniaelwnkxlbathrxsyngtidsayebdcakkarthapramngebdrawaelakaraeyngxaharkhxngnkxlbathrxscakkarpramng thaihnkxlbathrxsmicanwnprachakrnxylng 4 intnpi kh s 2016 inphunthixaephxaehlmsingh cnghwdcnthburi inpraethsithy phbnkxlbathrxstwhnungbinphldhlngtklngipinbxeliyngkungkhxngekstrkrphuhnung twnkminahnkpraman 1 9 kiolkrm pikaetlakhangemuxklangxxkmikhwamyawpraman 1 30 emtr odyidrbbadecbthipikkhangsay 20 nkxlbathrxsinsilpkrrm aekikhnkxlbathrxsidpraktinsilpkrrmruphlxthxngaedng Innocent Victims inhangsrrphsinkhaaehrrxds krunglxndxn praethsshrachxanackr epnxnusrnsthanephuxralukthungehtukarnkarsinphrachnmkhxngidxana ecahyingaehngewls odyinruphlxthxngaedngmioddi faeydthikalngetnrakbidxana ecahyingaehngewlsbnchayhadphayitpikkhxngnkxlbathrxs itthankhxngruphlxmipaycarukiwwa Innocent Victim ehyuxphubrisuththi 21 khwamechux aekikhinsmykxnkalasieruxmikhwamechuxwaemuxmilukeruxtaycaklbchatiipekidepnnkxlbathrxs aelaewlaidthikalasieruxehnnkxlbathrxskhnaeruxxyuklangthaelluk echuxwaphayukalngcama hruxthaikhrkhankxlbathrxs khnnnkcamiaeteruxngimditlxdchiwit sungtxngexasaknkxlbathrxskrxbkhxephuxlblangxathrrph kalasieruxcungthuxwankxlbathrxsepnnkxpmngkhl cnkrathnginpccubn khwamechuxinkarepnnkxlbathrxsyngmixyu dngechnkrniinpi kh s 1959 eruxsinkha Calpen Star idkhnnkxlbathrxscakthwipaexntarktikipeliyngthiswnstwinpraethseyxrmni khnaeruxaewacxdthiliewxrphul inpraethsxngkvs ehlakalasiidthingerux ephraaechuxwaxlbathrxsepnnkxpmngkhlthiidsrangpyhatlxdthang thaihkptneruxtxnghalukeruxihm ephuxnaeruxxxkcakthaedinthangtx 22 xangxing aekikh Brands Sheila 14 August 2008 Systema Naturae 2000 Classification Family Diomedeidae Project The Taxonomicon ekb cakaehlngedimemux 2009 06 16 subkhnemux 17 February 2009 nk saranukrmithysahrbeyawchn odyphrarachprasngkhinphrabathsmedcphraecaxyuhw elmthi 1 okhrngkarsaranukrmithysahrbeyawchn odyphrarachprasngkhinphrabathsmedcphraecaxyuhw 3 0 3 1 3 2 3 3 3 4 3 5 hna 131 151 ehinrxnhwnghawkbecaewha xlbathrxs ody kharl safina National Geographic chbbphasaithy chbbthi 77 thnwakhm 2550 ISSN 1513 9840 4 0 4 1 nkxlbathrxs Albatross inewbistsarwcolk cak NextStep Albatross ENCYCLOPAEDIA Britannica Facts matter khxlmn singsarastw nkxlbathrxs wnxngkharthi 16 minakhm ph s 2553 xarwaythiinn 7 0 7 1 7 2 ALBATROSS NATURAL HISTORY Cosee west PDF khlngkhxmuleka ekbcak aehlngedim PDF emux 2011 05 27 subkhnemux 2013 01 20 Albatross xngkhkarkxngthunstwpaolksakl Wandering albatross BBC nkxlbathrxs Albatross phvscikayn ph s 2555 Explore2013 blogspot com blxksarwcolk hna 7 nkthaelaekthisudinolkxxkikh olkosphin ithyrthpithi 67 chbbthi 21511 wnxngkharthi 13 thnwakhm ph s 2559 khun 14 kha eduxn 1 piwxk nkxlbathrxsskblm gaga01 23 mkrakhm ph s 2555 Funny hunsa com Science DOI 10 1126 science 1210270 Discovery News PhysOrg sciencenow Albatrosses ewbistbibisi aephkhyaaehngaepsifik kb nkxlbathrxs hnunginsingbngchiphlkrathbtxthrrmchati inewbistklumxnurkskhwamhlakhlaythangchiwphaphaelasingaewdlxm Chris Jordan Midway inewbist Photography for a Greener Planet chwydwn nkxlbathrxs binhlngfa badecbtkbxkungthicnthburi ithyrth 8 January 2016 subkhnemux 10 January 2016 Harrods unveils Diana Dodi statue CNN 1 September 2005 subkhnemux 13 October 2008 nkxlbathrxs Albatross ekhiynody nthda aesngkha inewbist kawthukwinathikbshwicha com del Hoyo Josep Andrew Elliott and Jordi Sargatal Handbook of the Birds of the World Volume 1 1992 Shirihai Hadoram A Complete Guide to Antarctic Wildlife ISBN 951 98947 0 5aehlngkhxmulxun aekikhkhxmmxns miphaphaelasuxekiywkb nkxlbathrxswikispichismikhxmulphasaxngkvsekiywkb Diomedeidae wikiphcnanukrm mikhwamhmaykhxngkhawa albatross nkxlbathrxs nkxlbathrxs inewbistxngkhkarkxngthunstwpaolksakl nkxlbathrxs inewbist BirdLife ewbistokhrngkarxnurksnkxlbathrxsaelankthael khlipwidioxnkxlbathrxs inewbist The Internet Bird Collection khxmulthnghmdkhxngnkxlbathrxs inewbistenchnaenlcioxkrafikekhathungcak https th wikipedia org w index php title nkxlbathrxs amp oldid 9570097, wikipedia, วิกิ หนังสือ, หนังสือ, ห้องสมุด,

บทความ

, อ่าน, ดาวน์โหลด, ฟรี, ดาวน์โหลดฟรี, mp3, วิดีโอ, mp4, 3gp, jpg, jpeg, gif, png, รูปภาพ, เพลง, เพลง, หนัง, หนังสือ, เกม, เกม